จริยธรรมการตีพิมพ์ของวารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง (ลิ้งค์ จริยธรรมการตีพิมพ์)

(Publication Ethics and Responsibilities)

 

1. บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์

         ผู้นิพนธ์มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ และคุณค่าทางวิชาการของผลงาน ที่ส่งเพื่อตีพิมพ์ โดยต้องปฏิบัติตามหลักจริยธรรมทางวิชาการ ดังต่อไปนี้

            - ผู้นิพนธ์ต้องส่งเฉพาะผลงานวิจัย หรือบทความวิชาการที่เป็นผลงานต้นฉบับ ไม่เคยได้รับการเผยแพร่มาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่น

            - ผลงานที่ส่งต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่มีการลอกเลียน ดัดแปลง หรือทำซ้ำผลงานของผู้อื่น โดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม

            - ผู้นิพนธ์ ต้องจัดเตรียมบทความให้เป็นไปตามรูปแบบ และคำแนะนำของวารสารอย่างครบถ้วน

            - ในกรณีที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ชุมชน หรือข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ผู้นิพนธ์ต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และระบุหมายเลข หรือรหัสการรับรองไว้ในส่วนการพิจารณาด้านจริยธรรมของบทความ

            - ผู้นิพนธ์ต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูล รูปภาพ ตาราง หรือเนื้อหาของผู้อื่นทุกครั้งที่นำมาใช้ และหลีกเลี่ยงการคัดลอกข้อมูลในปริมาณที่เกินสมควร

            - ผู้นิพนธ์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นิพนธ์ร่วมทุกท่านก่อนการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์

            - ผู้นิพนธ์ต้องเปิดเผยแหล่งทุนสนับสนุน (ถ้ามี) และผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส

            - ผู้นิพนธ์ต้องเคารพกระบวนการประเมินแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-Blind Peer Review) และไม่พยายามสืบค้นข้อมูลของผู้ประเมิน

            - ผู้นิพนธ์ต้องยอมรับผลการพิจารณา และการตัดสินของบรรณาธิการ ตามกระบวนการที่วารสารกำหนด

 

2. บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประเมินบทความ (Reviewers)

         ผู้ประเมินบทความมีบทบาทสำคัญ ในการรักษามาตรฐานทางวิชาการของวารสาร และต้องปฏิบัติตามหลักจริยธรรม ดังนี้

            - ผู้ประเมินต้องมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความที่ได้รับมอบหมาย

            - ผู้ประเมินต้องศึกษาคำแนะนำ และหลักเกณฑ์การประเมินของวารสารก่อนดำเนินการประเมิน

            - ผู้ประเมินต้องประเมินบทความด้วยความเป็นกลาง ซื่อสัตย์ และปราศจากอคติส่วนบุคคล

            - ผู้ประเมินต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์หรือเนื้อหาของบทความ

            - ผู้ประเมินควรรายงานต่อบรรณาธิการ หากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานหรือความซ้ำซ้อนของงานวิจัย

            - ผู้ประเมินต้องเคารพระบบการประเมินแบบ Double-Blind Review และไม่พยายามสืบค้นข้อมูลของผู้นิพนธ์

            - ผู้ประเมินต้องส่งผลการประเมินภายในระยะเวลาที่กำหนด และแจ้งบรรณาธิการหากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

            - ผู้ประเมินสามารถเสนอแนะเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบทความได้

 

3. บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของบรรณาธิการ (Editors)

         บรรณาธิการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบทความทุกชิ้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร โดยต้องดำเนินงานตามหลักจริยธรรม ดังนี้

            - บรรณาธิการมีอำนาจในการตัดสินใจรับหรือปฏิเสธบทความ โดยพิจารณาจากคุณภาพทางวิชาการ ความสำคัญ ความใหม่ และความสอดคล้องกับขอบเขตของวารสาร

            - บรรณาธิการต้องไม่รับพิจารณาบทความที่เคยได้รับการตีพิมพ์แล้ว หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น

            - บรรณาธิการต้องปฏิบัติต่อผู้นิพนธ์ทุกท่านอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ

            - บรรณาธิการต้องตัดสินใจโดยปราศจากอคติ และไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

            - บรรณาธิการต้องรักษาความลับของข้อมูลผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน และไม่เปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง

            - บรรณาธิการต้องดูแลให้กระบวนการพิจารณาบทความเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

 

4. แนวทางการใช้และการอ้างอิงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานวิจัย

         วารสาร JADC อนุญาตให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นเครื่องมือสนับสนุน การทำงานทางวิชาการภายใต้เงื่อนไขของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ โดยผู้นิพนธ์ต้อง

            - ระบุชื่อและเวอร์ชันของ AI ที่ใช้

            - อธิบายวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้งาน AI

            - ระบุช่วงเวลาที่ใช้งาน และองค์กรผู้พัฒนา

            - เปิดเผยข้อจำกัดของการใช้ AI และกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องโดยมนุษย์

 

ทั้งนี้ AI ไม่สามารถถูกระบุเป็นผู้นิพนธ์ร่วม และผู้นิพนธ์ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาทั้งหมดของบทความ

 

ตัวอย่างการอ้างอิง

         “งานวิจัยนี้ใช้ ChatGPT (เวอร์ชัน 5) ซึ่งพัฒนาโดย OpenAI เพื่อวิเคราะห์ข้อความจากการสัมภาษณ์

ใช้งานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2024 จาก https://chat.openai.com

 

ภาคผนวก

ตัวอย่างเพิ่มเติมในหลากหลายสถานการณ์สำหรับการใช้ AI ในงานวิจัย

1. การใช้ AI ในการประมวลผลทางภาษา : “การวิเคราะห์ความรู้สึกจากความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ใช้โมเดล BERT (Bidirectional Encoder Representations from Transformers) ที่พัฒนาโดย Google AI Language ซึ่งเข้าถึงผ่าน Hugging Face Transformers library เวอร์ชัน 28.1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2024”

2. การใช้ AI ในการสร้างภาพ : “ภาพประกอบในบทที่ 3 ถูกสร้างโดย Midjourney v5.2, ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI สร้างภาพจากข้อความ พัฒนาโดย Midjourney, Inc. ภาพถูกสร้างระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2024 ผ่านแพลตฟอร์ม Discord”

3. การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ : “การวิเคราะห์แนวโน้มและการพยากรณ์ใช้ Prophet เวอร์ชัน 1, ซึ่งเป็นไลบรารีการพยากรณ์อนุกรมเวลาที่พัฒนาโดย Facebook's Core Data Science team ใช้งานผ่าน Python 3.9 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2024 (Facebook, Inc., 2024)”

4. การใช้ AI ในการแปลภาษา : “การแปลเอกสารจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยใช้ DeepL Translator API เวอร์ชัน 1, พัฒนาโดย DeepL GmbH ใช้งานระหว่างวันที่ 5-10 มกราคม 2025 ผ่าน https://www.deepl.com/translator

5. การใช้ AI ในการสรุปข้อความ : “บทสรุปของบทความวิชาการในภาคผนวก A ถูกสร้างโดย Claude 3.5 Sonnet, ซึ่งเป็นแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาโดย Anthropic ใช้งานเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 ผ่าน API ของ Anthropic”

 

สำหรับทุกตัวอย่าง ควรเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับข้อจำกัดหรือการตรวจสอบคุณภาพในส่วนที่เกี่ยวข้องของงานวิจัย เช่น

“ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ถูกตรวจสอบและแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อความถูกต้องและความเหมาะสม ข้อจำกัดของการใช้ AI ในกระบวนการนี้รวมถึง [ระบุข้อจำกัดเฉพาะ] ซึ่งได้รับการจัดการโดย [อธิบายวิธีการจัดการข้อจำกัด]”

 

การระบุตำแหน่งการอ้างอิงการใช้ AI ในงานวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ ดังรายละเอียดตามตัวอย่างตำแหน่ง ที่ควรระบุการอ้างอิงในส่วนต่าง ๆ ของงานวิจัย

         - ในส่วนวิธีวิจัย (Methodology) : “ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เราใช้ GPT-4 (OpenAI, 2024) เพื่อช่วยในการจัดหมวดหมู่และระบุประเด็นสำคัญจากการสัมภาษณ์ โดยใช้งานผ่าน API เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025”

         - ในเชิงอรรถ (Footnote) หรือหมายเหตุท้ายบท : “¹ ภาพประกอบในบทนี้สร้างโดย DALL-E 3 (OpenAI, 2024) ตามคำอธิบายที่ผู้วิจัยกำหนด ใช้งานเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2025”

         - ในส่วนการอภิปรายผล (Discussion) : “การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดใช้ Prophet (Facebook, Inc., 2024)² ซึ่งช่วยให้เราสามารถคาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมในอีก 5 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น”

         - ในภาคผนวก (Appendix) : “ภาคผนวก B : รายละเอียดของแบบจำลอง AI ที่ใช้ในการวิจัย1 การวิเคราะห์ความรู้สึก: ใช้ BERT (Google AI Language, 2023) เวอร์ชัน 2.11.0 ผ่าน Hugging Face Transformers...”

         - ในบรรณานุกรม (Bibliography) : “ (2024). GPT-4 [Computer software]. https://openai.com/gpt-4

         - ในส่วนข้อจำกัดของการวิจัย (Limitations) : “การใช้ Claude 3.5 Sonnet (Anthropic, 2024) ในการสรุปเอกสารอาจมีข้อจำกัดในการตีความบริบทเฉพาะทาง ดังนั้น ผลสรุปทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขา”

         - ในส่วนกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) : “ขอขอบคุณ DeepMind ที่อนุญาตให้ใช้ AlphaFold (2024) ในการทำนายโครงสร้างโปรตีนสำหรับการวิจัยนี้”

         - ในคำอธิบายภาพหรือตาราง (Figure/Table captions) : “รูปที่ 3 : แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร สร้างโดย Tableau (2024) และปรับแต่งด้วย DALL-E 3 (OpenAI, 2024)”

         - ในส่วนการนำเสนอผลการวิจัย (Results) : “ผลการวิเคราะห์ข้อความจำนวนมาก (Big Data) ด้วย Natural Language Processing ใช้ SpaCy (Explosion AI, 2024)³ แสดงให้เห็นว่า...”

         - ในส่วนบทนำ (Introduction) หรือทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) : “งานวิจัยนี้ต่อยอดจากการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ โดยใช้ IBM Watson (IBM, 2024)4 เพื่อประมวลผลข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมาก”

 

การระบุการอ้างอิงในตำแหน่งที่เหมาะสมช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีการวิจัย ข้อจำกัด และสามารถตรวจสอบหรือทำซ้ำการวิจัยได้ ทั้งนี้ ควรปฏิบัติตามแนวทางการอ้างอิงของวารสารหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องด้วย

 

เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 หรือ บทความที่ตีพิมพ์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ปี 2569