วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc <p> วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง (Journal of Architecture, Design and Construction: JADC) จัดพิมพ์โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access Journal) ที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ การก่อสร้าง และศาสตร์สหสาขาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตสาขาวิชา</strong><strong> (Subject Areas) </strong></p> <ul> <li><strong><em>สถาปัตยกรรม </em></strong><strong><em>(Architecture)</em></strong></li> </ul> <p> สถาปัตยกรรมไทย สถาปัตยกรรมภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืน และการศึกษาทางสถาปัตยกรรม</p> <ul> <li><strong><em>การออกแบบ </em></strong><strong><em>(Design)</em></strong></li> </ul> <p> การออกแบบอุตสาหกรรม การออกแบบนิเทศศิลป์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบเชิงนวัตกรรม และการออกแบบเพื่อทุกคน</p> <ul> <li><strong><em>การก่อสร้างและอาคาร </em></strong><strong><em>(Building and Construction)</em></strong></li> </ul> <p> การบริหารการก่อสร้าง เคหการ ระบบอาคาร และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ</p> <ul> <li><strong><em>การผังเมืองและการพัฒนาเมือง </em></strong><strong><em>(Urban Studies / Urban Planning and Development)</em></strong></li> </ul> <p> การผังเมือง การออกแบบชุมชนเมือง เมืองอัจฉริยะ และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน</p> <ul> <li><strong><em>ศิลปะและมนุษยศาสตร์ประยุกต์ </em></strong><strong><em>(Arts and Humanities)</em></strong></li> </ul> <p> งานวิชาการเชิงทฤษฎี วัฒนธรรม การตีความ และงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบ</p> <p> ทั้งนี้ วารสารอาจพิจารณารับบทความในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ตามดุลยพินิจของกองบรรณาธิการ</p> <p> บทความทุกเรื่องจะถูกพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ (<strong><a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/about">คลิ๊ก ทีมบรรณาธิการ</a></strong>) ผู้แต่งสามารถศึกษาคำแนะนำสำหรับการลงทะเบียน แบบฟอร์มการสมัคร และแนวทางการเขียนบทความได้จาก (<strong><a href="https://drive.google.com/drive/folders/1gfGFlSx-_5QOpne4_ux2jiWlqxcKMX3F?usp=drive_link" target="_blank" rel="noopener">คลิ๊ก คำแนะนำผู้แต่ง</a></strong>)</p> มหาวิทยาลัยมหาสารคาม th-TH วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง 2673-0332 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p> การพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อยกระดับการให้บริการอัจฉริยะของภาครัฐ: กรณีศึกษาแพลตฟอร์ม CondoMaps https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/282163 <p>แพลตฟอร์ม CondoMaps เป็นกรณีศึกษาการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มข้อมูลด้านที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจัดกระจายของข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ การออกแบบและพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม ที่สามารถบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และให้บริการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการให้บริการสาธารณะ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์บริบทและข้อกำหนดเชิงระบบของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (2) การออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นข้อมูล ชั้นบริการ และชั้นแอปพลิเคชั่น (3) การพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเพื่อจัดการข้อมูลและแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่แบบสามมิติ และ (4) การพัฒนาอินเทอร์เฟซการให้บริการข้อมูลผ่าน API ในรูปแบบ Data as a Service (DaaS) เพื่อรองรับการบูรณาการและการขยายผลในอนาคต การประเมินคุณภาพต้นแบบดำเนินการโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านสถาปัตยกรรมระบบและสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผ่านการตรวจสอบเชิงเทคนิคและโครงสร้างสถาปัตยกรรมข้อมูล ผลการประเมินเชิงพรรณนา พบว่า ต้นแบบแพลตฟอร์มมีความเหมาะสมด้านโครงสร้างระบบ ฟังก์ชันการใช้งาน และศักยภาพในการประยุกต์ใช้เชิงนโยบายอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงความพร้อมของแพลตฟอร์มในฐานะโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลต้นแบบเพื่อยกระดับการบริการภาครัฐอัจฉริยะและการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ทั้งนี้ งานวิจัยยังมีข้อจำกัดในระดับการพัฒนาเป็นต้นแบบ และจำเป็นต้องมีการขยายผลสู่การใช้งานจริงในวงกว้างต่อไป</p> ธราวุฒิ บุญเหลือ สนธยา รัตนทิพย์ กฤษณุ ผโลปกรณ์ สมพร วงษ์จำปา แพรวพรรณ ปาสานำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 8 2 10 29 รูปแบบการใช้พื้นที่สาธารณะของชุมชนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จังหวัดนนทบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/282576 <p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้พื้นที่ว่างสาธารณะและความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของชุมชนชาวไทยพุทธและมุสลิมในชุมชนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ เป็นพื้นที่เสื่อมโทรมแต่มีศักยภาพและมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันมานาน เพื่อสร้างแนวทางการปรับปรุงและการฟื้นฟูพื้นที่เพื่อเสนอแนวส่งเสริมการดำรงอยู่ของเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชน เช่น ตลาด สวนสาธารณะริมทาง ลานวัด พื้นที่ริมน้ำ เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่า ตลาดปรับปรุงพื้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่ค้าขายที่รวมสินค้าและอาหารของทั้งสองวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดคนในและนอกชุมชนพื้นที่ริมน้ำ ให้เป็นจุดพักผ่อนที่มีทางเดินเชื่อมต่อเพื่อให้เกิดการใช้งานต่อเนื่องตลอดแนว ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่ร้าง ลานกีฬาและลานวัด ปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยืดหยุ่น เช่น ม้านั่งที่เคลื่อนย้ายได้ หรือหลังคาเบา เพื่อรองรับทั้งกิจกรรมนันทนาการและพิธีกรรมตามวาระต่าง ๆ และพื้นที่รกร้างขนาดเล็กในตรอกซอกซอยให้เป็นจุดนั่งพักที่เป็นทางการ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการเสื่อมโทรม เป็นต้น จะช่วยสนับสนุนเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของทั้ง 2 กลุ่ม แต่ยังคงปรากฏความแตกต่างที่ชัดเจนในรูปแบบการของการใช้กิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น กิจกรรมทางศาสนา ที่อยู่อาศัย การค้าขาย เป็นต้น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรง ที่ทำให้พื้นที่ว่างสาธารณะสำหรับกิจกรรมชุมชนลดลงและเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลข้างต้นสามารถวิเคราะห์และประมวลผลความสัมพันธ์รูปแบบพื้นที่และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสรุปปัญหา ศักยภาพ และแนวทางปรับปรุงพื้นที่เบื้องต้น ให้สอดคล้องกับคนในชุมชนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ เพื่อมุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ที่ขาดการใช้งานให้กลับมามีบทบาทในการรองรับกิจกรรม</p> วีรวรรณ สระทองห้อย พัลยมล หางนาค รุจ รัตนพาหุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 8 2 30 48 พฤติกรรมการใช้พื้นที่และแนวทางการออกแบบปรับปรุงที่อยู่อาศัย เพื่อคุณภาพชีวิต: การสูงวัยในถิ่นเดิมในเมืองเชียงใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/282785 <p>งานวิจัยมุ่งศึกษาลักษณะทางกายภาพของที่อยู่อาศัยและพื้นที่ละแวกบ้าน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้พื้นที่กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภายใต้กรอบแนวคิดการสูงวัยในถิ่นเดิม (Aging in Place: AIP) ในชุมชนพวกแต้ม ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมที่เผชิญข้อจำกัดด้านกายภาพจากการขยายตัวของเมือง และการท่องเที่ยว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยแบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์เชิงลึก การสำรวจภาคสนาม และการตรวจวัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมจำนวน 19 คน จากบ้านพักอาศัย 9 หลัง ที่คัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่และการสังเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 80 มีอายุมากกว่า 70 ปี และพักอาศัยในบ้านไม้ดั้งเดิมที่มีอายุเกิน 50 ปี โดยร้อยละ 95 ใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่หลักในการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการใช้พื้นที่สะท้อนความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางสังคม และการสร้างรายได้ โดยร้อยละ 67 ใช้พื้นที่หน้าบ้านและเฉลียงในการทำหัตถกรรม (ร้อยละ 44) และการค้าขาย (ร้อยละ 22) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การสูงวัยในถิ่นเดิมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงทางกายภาพของที่อยู่อาศัย แต่ครอบคลุมถึงระบบนิเวศทางสังคมและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจึงขึ้นอยู่กับการปรับปรุงพื้นที่ ที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการดำรงบทบาทในชุมชน งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ละแวกบ้าน โดยเน้นความสะดวก ปลอดภัย และการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนดั้งเดิมอย่างยั่งยืน</p> กนกวรรณ คชสีห์ วรรณิก พิชญกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 8 2 49 68 การประเมินอาคารหลังการใช้งานภายในอาคารรพี ชั้น 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/283074 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินสภาพปัญหาและความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารรพี ชั้น 1 (2) เพื่อสำรวจพฤติกรรมและความต้องการเชิงพื้นที่ของผู้ใช้งานอาคาร (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและจัดสรรพื้นที่ให้สอดคล้องกับกิจกรรมของผู้ใช้งาน ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัย รวม 132 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจภาคสนาม สังเกต และบันทึกภาพ ใช้สถิติเชิงพรรณนาสรุปผล ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 2.69–3.28, SD = 0.93–1.10) โดยประเด็นที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ศักยภาพของพื้นที่ใต้อาคารในการพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ (𝑥̅ = 3.28, SD = 1.10) และต่ำสุดคือ จำนวนและขนาดพื้นที่ส่วนกลาง (𝑥̅ = 2.69, SD = 1.09) ขณะเดียวกัน ผู้ตอบมีความเห็นด้วยสูงต่อแนวคิด Co-working Space (𝑥̅ = 4.24, SD = 0.80) พร้อมความต้องการองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ จุดปลั๊กไฟ/พอร์ต USB/อินเทอร์เน็ต (86.4%) เฟอร์นิเจอร์เคลื่อนย้ายได้ (81.1%) และพื้นที่พักผ่อนหรือพื้นที่สงบ (75.8%) โดยสรุป การนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาสู่ Co-Working Space หากมีการปรับปรุง คุณภาพสภาพแวดล้อมภายใน (IEQ) อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย การระบายอากาศ แสงสว่าง และป้ายสื่อสัญลักษณ์ ควบคู่ไปกับการใช้การออกแบบเชิงโมดูลาร์ที่ยืดหยุ่น และการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อให้พื้นที่สามารถเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ร่วมสมัยและสร้างคุณค่าให้แก่อาคารเดิมได้อย่างยั่งยืน</p> พีรกานต์ รุณมณีรัตน์ พิพัฒน์ จรัสเพ็ชร ธนพล ลิ้นทัตธนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 8 2 69 91 การศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจับเซี้ยมด้วยเหล็กตัวซี แบบ PVC และแบบดั้งเดิม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/283544 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจับเซี้ยมผนัง 3 วิธี ได้แก่ วิธีดั้งเดิม วิธี PVC และวิธีเหล็กตัวซี โดยประเมินจากตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ ระยะเวลาในการทำงาน ค่าใช้จ่าย และคุณภาพของงาน การทดลองดำเนินการกับผนังอิฐบล็อกจำนวน 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นวิธีละ 10 ตัวอย่าง ภายใต้การควบคุมตัวแปรด้านวัสดุ ขนาดผนัง และแรงงานให้เหมือนกันทุกประการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและการเปรียบเทียบเชิงร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า วิธีการจับเซี้ยมด้วยเหล็กตัวซีมีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยใช้เวลาเฉลี่ย 100.0 นาที ซึ่งน้อยกว่าวิธี PVC ร้อยละ 57.5 และน้อยกว่าวิธีดั้งเดิมร้อยละ 69.7 ในด้านค่าใช้จ่าย พบว่า มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด (163 บาท) เมื่อเทียบกับวิธี PVC (345 บาท) และวิธีดั้งเดิม (434 บาท) คิดเป็นการลดค่าใช้จ่ายร้อยละ 52.8 และ 62.4 ตามลำดับ ขณะที่ ด้านคุณภาพ พบว่า มีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยเพียง 0.06 เซนติเมตร ซึ่งดีกว่าวิธี PVC (0.44 เซนติเมตร) และวิธีดั้งเดิม (1.49 เซนติเมตร) อย่างชัดเจน ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้วัสดุที่มีความคงรูปสูง เช่น เหล็กตัวซี สามารถลดขั้นตอนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า โดยเฉพาะการรอปูนแข็งตัว ลดการพึ่งพาทักษะช่างฝีมือ และเพิ่มประสิทธิภาพของงานก่อฉาบได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแสดงให้เห็นผ่านการลดระยะเวลาได้มากกว่าร้อยละ 50 และลดต้นทุนรวมได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม</p> เสฎฐวุฒิ บริบาลบุรีภัณฑ์ จักรพงศ์ ไชยานุพัทธกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 8 2