https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/issue/feed วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง 2023-12-01T16:54:31+07:00 พรทิพย์ เรืองธรรม [email protected] Open Journal Systems <p> วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา สถาปนิก วิศวกร นักออกแบบและบุคลากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจ ด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง และเพื่อการพัฒนาวารสารเข้าสู่ฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index (TCI)<br /> ขอบเขตเนื้อหาวารสารฯ ครอบคลุมความรู้ด้านสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมผังเมือง สถาปัตยกรรมภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม การจัดการการก่อสร้าง นฤมิตศิลป์ การออกแบบสร้างสรรค์ การออกแบบอุตสาหกรรม และศาสตร์อื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง วารสารฯ จัดพิมพ์เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม) โดยบทความมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) จำนวน 3 ท่านต่อ 1 บทความ เป็นแบบ Double blinded บทความทุกเรื่องจะถูกพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ (คลิ๊ก <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/navigationMenu/view/about">https://www.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/navigationMenu/view/about</a>) ผู้แต่งสามารถดูคำแนะนำสำหรับการลงทะเบียน แบบฟอร์มการสมัคร และแนวทางการเขียนบทความได้ตามลิงค์ต่อไปนี้ (คลิ๊ก <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/about/submissions">https://www.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/about/submissions</a>)</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/261147 การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 2023-04-11T14:17:26+07:00 ชัยนันท์ พรหมเพ็ญ [email protected] <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดการออกแบบตามหลักการออกแบบสำหรับทุกคน สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาที่เหมาะสม การออกแบบการดูแลสุขภาพตามหลักฐาน รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการฟื้นฟู 2) เพื่อประเมินความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และศึกษาวิธีการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในสถานการณ์จริง 3) เพื่อพัฒนากรอบแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยประยุกต์แนวคิดกับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในสถานการณ์จริง มีวิธีการศึกษาคือการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและประเมินความสามารถตามดัชนีบาร์เธล ผลจากการศึกษาพบว่าสามารถใช้แนวคิดที่ศึกษามาประยุกต์กับแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่สืบเนื่องจากการศึกษาทั้งในส่วนการทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์ มีปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยได้แก่ 1) ปัจจัยลักษณะอาการของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา 2) สภาพที่อยู่อาศัยเดิม 3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และ 4) ความพร้อมของผู้ดูแล โดยนำเสนอแนวคิดการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อเสนอแนะแนวทางแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/261811 แนวทางการพัฒนารูปแบบโฮมสเตย์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านส้มกบ อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม 2023-06-21T21:35:46+07:00 Nattawat Jitsit [email protected] <p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สำรวจศักยภาพของบ้านตัวอย่างในการเป็นพื้นที่พักรูปแบบโฮมสเตย์ของชุมชนบ้านส้มกบ อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นชุมชนที่มีศักยภาพทางด้านธรรมชาติ จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเลือกบ้านตัวอย่างจากเกณฑ์การสมัครใจของเจ้าของบ้านและอ้างอิงตามมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเฉพาะ 4 ด้านเบื้องต้น ได้แก่ 1) ด้านที่พัก 2) ด้านอาหาร 3) ด้านอัธยาศัยไมตรีของเจ้าของบ้าน และ 4) ด้านการนำเที่ยว ซึ่งมีวิธีวิจัยด้วยกัน 3 ขั้นตอน คือ 1) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 2) การวิจัยเชิงสำรวจ และ 3) กระบวนการออกแบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีบ้านตัวอย่างที่สอดคล้องเกณฑ์คัดเลือกและมีศักยภาพ 4 หลัง ซึ่งลักษณะเป็นเรือนอีสานสมัยใหม่ในรูปแบบทรงซาอุ มีหลังคาจั่วสูง โครงสร้างไม้กึ่งปูน มีทั้งแบบชั้นเดียวและแบบ 2 ชั้น โดยชั้นล่างเป็นก่ออิฐฉาบปูน ชั้นบนเป็นไม้ ประตูหน้าต่างสำเร็จรูป มีรั้วบ้านปลอดภัย พื้นที่นอกบ้านเป็นลานกว้าง มีองค์ประกอบที่แสดงถึงอัตลักษณ์วิถีชุมชน จากการวิเคราะห์มีส่วนปรับปรุงและแนวทางในการออกแบบ 3 ประเด็น คือ 1) การจัดพื้นที่ภายในและภายนอกบ้านให้เป็นสัดส่วน โดยคงอัตลักษณ์รูปแบบเรือนอีสานไว้ 2) เพิ่มกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนและให้ทันสมัย และ 3) การจัดกิจกรรมนำเที่ยว โดยจัดทำแผนที่เส้นทางการท่องเที่ยวรายฤดูกาลที่สะท้อนอัตลักษณ์ด้วยการเรียนรู้วิถีชุมชนร่วมกับป่าโคกข่าว การนำพืช ผัก สมุนไพรตามฤดูกาลมาตกแต่งและทำอาหาร</p> <p> </p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/262178 “บ้าน” ในพงไพรและการปรับตัวทางวัฒนธรรมของชาวมันนิแห่งเทือกเขาบรรทัด 2023-05-12T10:10:38+07:00 Phiphat Jaratphet [email protected] <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาบ้าน และการปรับตัวทางวัฒนธรรมของชาวมันนิแห่งเทือกเขาบรรทัดที่มีลักษณะวิถีชีวิตในการ<br />ตั้งถิ่นฐานที่แตกต่างกัน 3 ลักษณะ คือ วิถีชีวิตเร่ร่อนดั้งเดิม วิถีชีวิตแบบกึ่งสังคมชุมชน และวิถีชีวิตตั้งถิ่นฐานถาวร โดยมองผ่านบ้านทั้งลักษณะความสัมพันธ์เชิงความหมาย และลักษณะความสัมพันธ์เชิงทางกายภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาบ้านของชาวมันนิ<br />ในมิติความสัมพันธ์เชิงความหมาย และความสัมพันธ์เชิงกายภาพ 2) วิเคราะห์เชื่อมโยงการปรับตัวทางวัฒนธรรมที่มีต่อบ้านในมิติความสัมพันธ์เชิงความหมาย และความสัมพันธ์เชิงกายภาพ โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงความหมายจากการสัมภาษณ์ สำรวจ ถ่ายภาพ เนื้อหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องนำมาจัดหมวดหมู่เปรียบเทียบ ตีความซึ่งเป็นกระบวนการลงรหัส ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภาพ ด้วยข้อความตัวอักษร ข้อมูลรูปภาพ ในการสร้างและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรหัส <br />โดยผสานผสมระหว่างการตั้งรหัส นิรนัย และอุปนัย ข้อสังเกต และการบันทึกสรุป และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงกายภาพ<br />โดย การวิเคราะห์หน้าที่ใช้สอย และการวิเคราะห์กิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพื้นที่การใช้สอย จากการศึกษา พบว่า <br />1) ความสัมพันธ์เชิงกายภาพระหว่างชาวมันนิกับบ้าน ทั้ง 3 กลุ่มสัมพันธ์กับการดำรงชีพ โดยใช้คติความเชื่อเป็นหลักเกณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย 2) ความสัมพันธ์เชิงความหมายที่มีต่อบ้านของชาวมันนิทั้ง 3 กลุ่ม ได้ให้ความหมาย และความสำคัญไปในทิศทางเดียวกัน แม้ลักษณะทางกายภาพจะแตกต่างกัน โดยนิยามความหมายบ้านถึงครอบครัว สถานที่ <br />และการดำรงชีวิตแบบกลุ่มเครือญาติ 3) การปรับตัวทางวัฒนธรรมที่มีต่อบ้านทั้งความสัมพันธ์เชิงกายภาพ และความสัมพันธ์<br />เชิงความหมายของชาวมันนิ ทั้ง 3 กลุ่ม มีการปรับตัวทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อขนาด รูปร่าง รูปทรงของบ้านที่แตกต่างกัน แต่ในทางกลับกันคติทางความเชื่อ หลักเกณฑ์ และแนวคิดที่มีต่อบ้านยังคงไปในทิศทางเดียวกัน</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/264648 การศึกษาเชิงพื้นที่ภายในโรงงานหัตถกรรมชุมชน เครื่องเรือนหวายและผักตบชวา บ้านวังไผ่ ตำบลลาดพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม 2023-08-23T14:50:04+07:00 Warakul Tantanatewin [email protected] Rangsit Tunsukee [email protected] <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบและสภาพแวดล้อมในการจัดองค์ประกอบเชิงพื้นที่ภายในโรงงานหัตถกรรมระดับชุมชน และเสนอแนวทางในการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ที่สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ กลุ่มหัตถกรรมเครื่องเรือนหวายและผักตบชวา บ้านวังไผ่ ตำบลลาดพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงาน แบบสำรวจ การถ่ายภาพ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบเชิงพื้นที่ ในด้านขนาดพื้นที่ รูปแบบการใช้สอยในพื้นที่ และความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ จากการศึกษา พบว่ารูปแบบพื้นที่ในการผลิตเครื่องเรือนหวาย แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกระบวนการผลิต ได้แก่ 1) พื้นที่เตรียมวัสดุ 2) พื้นที่ผลิตชิ้นงาน และ 3) พื้นที่จัดแสดงสินค้า ประกอบด้วย พื้นที่ลานตากหวาย พื้นที่อบไอน้ำ พื้นที่เก็บอุปกรณ์และวัตถุดิบ พื้นที่ขึ้นโครงเครื่องเรือนหวาย พื้นที่สานโครงหวาย และพื้นที่เก็บเครื่องเรือนหวายที่ทำเสร็จ พื้นที่มีความสัมพันธ์ตามลำดับการเข้าถึง กระบวนการผลิตเครื่องเรือน พฤติกรรม และอุปกรณ์ประกอบ จึงจัดทำเป็นข้อมูลชุมชน และเสนอแนวทางในการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงงานหัตถกรรมชุมชน ที่สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตเครื่องเรือนได้</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/258955 การออกแบบสภาพแวดล้อมภายในห้องพักของโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ 2023-03-28T16:49:30+07:00 Naruedee Sikaewmee [email protected] <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและออกแบบสภาพแวดล้อมภายในห้องพักของโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ วิธีการดำเนินการวิจัย คือ 1) การศึกษาข้อมูลการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในสำหรับผู้สูงอายุและมาตรฐานการออกแบบโรงแรม 2) การวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอเป็นผังพื้นจำนวน 6 รูปแบบ, และ 3) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประเภทแบบตรวจสอบและแบบสอบถามประเภทแบบมาตราส่วนประมาณค่า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 55–65 ปี จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบผังพื้นที่กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจสูงที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.15 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.2326 สรุปผลการวิจัยได้ว่า กลุ่มตัวอย่างมีงบประมาณในการท่องเที่ยวประมาณ 5,001- 10,000 บาท มีรูปแบบการท่องเที่ยวแบบเป็นคู่ (2 คน) มีลักษณะสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ต้องการความช่วยเหลือเป็นครั้งคราว คิดเป็นร้อยละ 32.67, 44.00, และ 57.33 ตามลำดับ ด้านการออกแบบต้องการให้ตกแต่งด้วยวัสดุประเภทไม้ ใช้โทนสีธรรมชาติ และมีรูปแบบการตกแต่งแบบคลาสสิค คิดเป็นร้อยละ 34.67, 44.00, และ 24.00 ตามลำดับ โดยแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในห้องพักของโรงแรมเพื่อผู้สูงอายุของการวิจัยนี้ ยึดตามมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยวประเภทโรงแรมระดับ 5 ดาว และข้อแนะนำการออกแบบสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุเป็นหลัก โดยอ้างอิงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/261350 การออกแบบพื้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชุมชนไทเขิน บ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2023-05-21T19:35:46+07:00 ปิยะนุช เจดีย์ยอด [email protected] <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบพื้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชุมชนไทเขิน เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนารูปแบบพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชุมชนไทเขิน ที่มีความเหมาะสมต่อบริบทของชุมชนวัฒนธรรมไทเขิน โดยใช้การทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เจ้าของอาคารที่มีคุณค่าในชุมชน แบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากแบบสอบถาม และจากการสำรวจการวัดระยะผังเรือนพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านต้นแหน ผลการศึกษาที่ได้ด้วยกระบวนการศึกษามาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชุมชนไทเขินที่มีความเหมาะสมต่อบริบทของชุมชน ด้วยการเชื่อมโยงของกิจกรรมที่เกิดขึ้นที่มีผลต่อการเรียนรู้ทั้ง 4 ขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่าเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทเขินนั้นมีผลต่อการรับรู้ถึงคุณค่าของกิจกรรมและสถาปัตยกรรม การออกแบบพื้นที่เพื่อรับรู้ในมิติของวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาพื้นที่จัดแสดงที่ก่อให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าของวัฒนธรรมไทเขิน</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/260103 การศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกโลกทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา พื้นที่เสนอขอขึ้นบัญชีพระธาตุพนมสู่มรดกโลก อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 2023-05-24T09:47:17+07:00 แพรวพรรณ ปาสานำ [email protected] <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม กรณีศึกษาพื้นที่เสนอขอขึ้นบัญชีพระธาตุพนมสู่มรดกโลก อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อนำมาวิเคราะห์ใช้เป็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบไปด้วย การศึกษาแนวคิดทฤษฎี และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม การศึกษาพื้นที่และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมโดยได้ทำการสำรวจพื้นที่ศึกษา เพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบของพระธาตุพนมและพื้นที่โดยรอบ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ 8 ท่าน เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ รวมทั้งผลการศึกษาการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก (Heritage Impact Assessment: HIA) เพื่อหาแนวทางในการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ ผลการวิจัยพบว่า ข้อเสนอแนะและแนวทางการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม <br />การจัดการกับผลกระทบด้านกายภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านอื่น ๆ ควรมีการใช้เครื่องมือ แผนแม่บทและกฎหมาย ข้อบังคับแนวทางปฏิบัติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดเรื่องคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) การให้ความรู้ความเข้าใจกับภาคประชาชนจากทางภาครัฐ การส่งเสริมให้วัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยกันพัฒนาพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/253234 การปรับปรุงระบบแสงสว่างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 สถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นแห่งที่ 3 2023-04-11T13:32:03+07:00 ปิยะชาติ สระบัว [email protected] <p>อาคารผู้โดยสารหลังที่หนึ่งสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นแห่งที่สาม มีการใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา พบปัญหาการใช้งานในระบบแสงสว่างที่ไม่เพียงพอ และไม่ปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารสาธารณะที่เข้าใช้อาคาร บทความนี้จึงต้องการศึกษาการปรับปรุงระบบแสงสว่างในอาคาร ซึ่งเป็นอาคารที่เป็นแบบมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก ที่ใช้งานอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ <br />และเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาระบบแสงสว่างที่ไม่เพียงพอและเหมาะสม วิธีการศึกษาประกอบด้วยการทบทวนรูปแบบระบบแสงสว่างตามรูปแบบที่กำหนดไว้เดิม และรูปแบบการใช้งานด้านแสงสว่างแต่ละพื้นที่ในอาคาร โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานแสงสว่างตามกฎหมายกำหนด ปรับปรุงระบบแสงสว่างตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ปรับเปลี่ยนและเพิ่มจำนวนดวงโคมหรือหลอดไฟให้ได้ปริมาณความสว่างเฉลี่ยที่เหมาะสมต่อการใช้งานเพิ่มขึ้น และมีวิธีการจัดการระบบแสงสว่างที่สามารถควบคุมค่าใช้ไฟฟ้าแสงสว่างให้เหมาะสม</p> <p>การจำลองแสงสว่างในคอมพิวเตอร์โปรแกรมพบปัญหาด้านแสงสว่างใกล้เคียงกันคือ ในช่วงเวลากลางคืน มีปริมาณแสงสว่างต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และความไม่สม่ำเสมอ ของแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ภายในอาคารโดยพื้นที่ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือจุดขึ้นรถและลงรถ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการส่องสว่างเพียง 10-60 lx การศึกษาจึงได้ทดลองกำหนดจำนวนดวงโคมเพิ่มขึ้นตามเทคนิคการส่องสว่าง ตามลักษณะการใช้งาน ในช่วงเวลากลางคืน และจำลองแสงสว่างในโปรแกรม Dialux 4.13 นำข้อมูลมาวิเคราะห์เทียบกับแสงสว่างปัจจุบันในพื้นที่ เพื่อกำหนดผังโซนการติดตั้งดวงโคมเพิ่มเติม และปรับปรุงระบบวงจรการใช้งานให้เหมาะสมกับปริมาณแสงสว่างตามช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ผลการปรับปรุงระบบแสงสว่างแสดงให้เห็นค่าปริมาณแสงสว่างตามมาตรฐานและเพียงพอตามกฎหมายกำหนด เป็นสัดส่วนปริมาณค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับปรุงระบบแสงสว่าง เพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงระบบแสงสว่างในอาคารในงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถนำไปเป็นตัวอย่างการศึกษาระบบแสงสว่างในอาคารผู้โดยสาร หรืออาคารอื่นๆ เพื่อช่วยระบบแสงสว่างเพียงพอต่อการใช้งาน เกิดความปลอดภัยในการเข้าใช้อาคารในระบบแสงสว่างที่เพียงพอ</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/259237 Designing School Desk Set and Teaching Media to Develop Ethics and Anti-Corruption Awareness Learning for Children 2023-04-10T18:06:07+07:00 โสรัจ พฤฒิโกมล [email protected] <p>The research aimed to create innovative school furniture design, including a desk set with the provision of teaching media for young school-age children aged 3-7 in developing their morality and ethics, as well as raising awareness against corruption. The study aimed to design innovative school furniture with instructional media for young children, promoting morality, ethics, and corruption awareness, and to test and evaluate the newly created furniture. The research employed a mixed-method approach (qualitative-quantitative research). The research was conducted through qualitative methods, including observation, interviews, and questionnaires, to gather data. The results from these data sets were used to design a product using the Analytic Hierarchy Process principle. The study utilized quantitative research methods, including efficiency testing and satisfaction surveys, both before and after product use. The study's qualitative findings indicate that the use of high-quality instructional media can stimulate idea formation and stimulate children's imagination. The recommendation was made that a set of school furniture, including a table and chair, would be the most effective instructional materials to boost children's learning interest. Based on the satisfaction evaluations, the product was worth using because it had a low production cost and was safe. The raters' satisfaction score was an average of 4.06. The average satisfaction increased to a statistically significant 0.1 level with Sig 0.18. The study found that new school furniture did not significantly affect the perception of ten wholesome actions among 3-7-year-olds in the short term, but increased perceptions if used for longer periods</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/256862 ซีเมนต์เส้นใยผลตาลและเส้นใยมะพร้าว เพื่อลดปริมาณความร้อนเข้าสู่อาคาร 2022-10-21T15:58:18+07:00 เรืองรัมภา อินทรักษ์ [email protected] <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาซีเมนต์เส้นใยผลตาลและเส้นใยมะพร้าว เพื่อลดปริมาณความร้อนเข้าสู่อาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเส้นใยผลตาลสุกและเส้นใยมะพร้าวที่เหลือทิ้งจากการแปรรูปมาผลิตขึ้นรูปซีเมนต์เส้นใยธรรมชาติและหาอัตราส่วนผสมระหว่างซีเมนต์กับเส้นใยผลตาลและเส้นใยมะพร้าวที่เหมาะสมสำหรับการผลิตซีเมนต์เส้นใยผลตาลและเส้นใยมะพร้าว เพื่อทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติเชิงกล และการนำความร้อนของซีเมนต์เส้นใยผลตาล และเส้นใยมะพร้าว ให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิต ASTM ที่ใช้กับงานสถาปัตยกรรม</p> <p> การวิจัยได้มีการขึ้นรูปซีเมนต์เส้นใยธรรมชาติขนาด 20 X 20 เซนติเมตร หนา 2.5 เซนติเมตร โดยมีสูตรการผสมทั้งหมด 7 สูตร โดยแต่ละสูตรเก็บตัวอย่างละ 3 ตัวอย่างและทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติเชิงกล และการนำความร้อน ผลการศึกษาพบว่า มีค่าความสามารถในการเป็นฉนวนความร้อนที่ดี โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกันความร้อนเท่ากับ 0.2043 ± 0.0210 W/m.K มีค่าความความสามารถในการต้านทานแรงดัด 2.3780 ± 0.4488 MPa ถือว่ามีค่าเหมาะสมทั้งค่าสัมประสิทธิ์การกันความร้อนและค่าความความสามารถในการต้านทานแรงดัดที่ดี นอกจากนี้ยังมีความหนาแน่นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีความแข็งแรงที่ดี จึงเป็นสูตรที่เหมาะสมในการนำไปใช้งานจริงเป็นวัสดุ เพื่อลดปริมาณความร้อนเข้าสู่อาคาร สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อใช้เป็นวัสดุก่อสร้างหรือวัสดุเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง