https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/issue/feed วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง 2026-01-06T16:18:54+07:00 พรทิพย์ เรืองธรรม (Porntip Ruengtam) jadcarch@msu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง (Journal of Architecture, Design and Construction: JADC) จัดพิมพ์โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access Journal) ที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ การก่อสร้าง และศาสตร์สหสาขาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตสาขาวิชา</strong><strong> (Subject Areas) </strong></p> <ul> <li><strong><em>สถาปัตยกรรม </em></strong><strong><em>(Architecture)</em></strong></li> </ul> <p>สถาปัตยกรรมไทย สถาปัตยกรรมภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืน และการศึกษาทางสถาปัตยกรรม</p> <ul> <li><strong><em>การออกแบบ </em></strong><strong><em>(Design)</em></strong></li> </ul> <p>การออกแบบอุตสาหกรรม การออกแบบนิเทศศิลป์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบเชิงนวัตกรรม และการออกแบบเพื่อทุกคน</p> <ul> <li><strong><em>การก่อสร้างและอาคาร </em></strong><strong><em>(Building and Construction)</em></strong></li> </ul> <p>การบริหารการก่อสร้าง เคหการ ระบบอาคาร และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ</p> <ul> <li><strong><em>การผังเมืองและการพัฒนาเมือง </em></strong><strong><em>(Urban Studies / Urban Planning and Development)</em></strong></li> </ul> <p>การผังเมือง การออกแบบชุมชนเมือง เมืองอัจฉริยะ และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน</p> <ul> <li><strong><em>ศิลปะและมนุษยศาสตร์ประยุกต์ </em></strong><strong><em>(Arts and Humanities)</em></strong></li> </ul> <p>งานวิชาการเชิงทฤษฎี วัฒนธรรม การตีความ และงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบ</p> <p>ทั้งนี้ วารสารอาจพิจารณารับบทความในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ตามดุลยพินิจของกองบรรณาธิการ</p> <p>บทความทุกเรื่องจะถูกพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ (<strong><a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/about">คลิ๊ก ทีมบรรณาธิการ</a></strong>) ผู้แต่งสามารถศึกษาคำแนะนำสำหรับการลงทะเบียน แบบฟอร์มการสมัคร และแนวทางการเขียนบทความได้จาก (<strong><a href="https://drive.google.com/drive/folders/1gfGFlSx-_5QOpne4_ux2jiWlqxcKMX3F?usp=drive_link" target="_blank" rel="noopener">คลิ๊ก นโยบายและคำแนะนำผู้แต่ง</a></strong>)</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/281724 การเปลี่ยนสู่กระบวนทัศน์การฟื้นฟูเมืองเชิงสร้างสรรค์ บนความท้าทายยุคแอนโทรโพรซีน 2025-12-01T09:34:14+07:00 เพชรลัดดา เพ็ชรภักดี Pechladda@gmail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และพัฒนากรอบแนวคิดกระบวนทัศน์การฟื้นฟูเมืองเชิงสร้างสรรค์ (Regenerative Urban Paradigm: RUP) เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development: SD) และแนวคิดเมืองอัจฉริยะในการรองรับความท้าทายของยุคแอนโทรโพซีน (Anthropocene) ซึ่งมีลักษณะความไม่คงที่และความเสี่ยงเชิงระบบที่ทวีความรุนแรงขึ้น บทความใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงสังเคราะห์แบบสหวิธี (Integrative Conceptual Review) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ในกรอบข้อเสนอ–การวิพากษ์–การสังเคราะห์ (thesis–antithesis–synthesis) เพื่อจัดระบบและตีความองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองร่วมสมัย ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า SD ซึ่งตั้งอยู่บนตรรกะของการรักษาสมดุลและการลดผลกระทบ ไม่สอดคล้องกับพลวัตแบบไม่เป็นเส้นตรงและสภาวะไม่คงที่ (non-stationarity) ของระบบโลก ขณะที่แนวคิดเมืองอัจฉริยะยังคงมุ่งเน้นประสิทธิภาพเชิงเทคนิคโดยละเลยมิติทางสังคมและนิเวศ บทความจึงเสนอ RUP ซึ่งมองเมืองเป็นระบบสังคม–นิเวศ–เทคโนโลยีที่มีชีวิต ((living Social–Ecological–Technological Systems: living SETS) และมุ่งสร้างผลลัพธ์สุทธิเป็นบวกผ่านสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ระบบฟื้นฟูเมืองที่เพิ่มทุนทางนิเวศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว–น้ำเงิน (2) ความยืดหยุ่นเชิงระบบที่เน้นการปรับตัว การฟื้นคืน และการเปลี่ยนผ่าน และ (3) สุขภาวะมนุษย์ในฐานะแกนกลางเชิงบรรทัดฐาน องค์ประกอบทั้งสามทำงานร่วมกันในลักษณะวงจรป้อนกลับเกื้อหนุน (mutually reinforcing feedback loop) ส่งผลให้ RUP เป็นกรอบแนวคิดที่มีความชัดเจนและมีศักยภาพมากกว่า SD พร้อมทั้งกำหนดบทบาทของเทคโนโลยีให้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน มากกว่ากรอบคิดหลักในการออกแบบและพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/276943 การศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของภูมิทัศน์เกษตรกรรม เพื่อการประเมินคุณค่าภูมิทัศน์เกษตรกรรมในภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น 2025-09-01T14:35:07+07:00 อำภา บัวระภา umpa.b@msu.ac.th ชัยสิทธิ์ ด่านกิตติกุล umpa.b@msu.ac.th ทาคาเอกิ นิเฮอิ umpa.b@msu.ac.th <p>ภูมิทัศน์เกษตรกรรมมีความหลากหลายรูปแบบ ส่งผลต่อองค์ประกอบและคุณค่าของภูมิทัศน์ที่แตกต่างกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาตัวบ่งชี้และการประเมินคุณค่าภูมิทัศน์เกษตรกรรม และ (2) ศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของภูมิทัศน์เกษตรกรรมในภูมิภาคคันโต เพื่อการประเมินคุณค่าและการประยุกต์ใช้ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารงานวิจัย ภาพถ่ายทางอากาศ การสำรวจภาคสนาม และการสังเกต เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงแผนที่และการตรวจสอบคุณค่าตามตัวบ่งชี้ที่กำหนดทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ คุณค่าทางวัฒนธรรม คุณค่า ทางธรรมชาติ คุณค่าของพื้นที่เกษตรกรรม และคุณค่าทางความงาม/การรับรู้ โดยครอบคลุมภูมิทัศน์เกษตรกรรม 4 พื้นที่ ผลการศึกษาพบว่า ภูมิทัศน์แต่ละแห่งมีโครงสร้าง องค์ประกอบ และคุณค่าแตกต่างกัน ได้แก่ (1) ภูมิทัศน์เกษตรกรรมในเขตเมือง มีขนาดเล็กและกระจายตัวในย่านที่อยู่อาศัยและริมแม่น้ำ มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและเป็นพื้นที่โล่งของเมือง (2) ภูมิทัศน์เกษตรกรรมในพื้นที่ราบ เป็นทุ่งนาขนาดใหญ่สลับกับแปลงปลูกผักและพื้นที่ชุมชม มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง (3) ภูมิทัศน์เกษตรกรรมในพื้นที่สูงและหุบเขา มีลักษณะแคบและยาวลดหลั่นไปตามระดับความสูงมีคุณค่าทางธรรมชาติเชื่อมโยงกับคุณค่าทางวัฒนธรรมและความงาม (4) ภูมิทัศน์เกษตรกรรมรอบภูเขาไฟฟูจิ มีโครงสร้างและองค์ประกอบหลากหลาย ทั้งทุ่งนา ไร่ชา สวนผัก และสวนผลไม้แบบดั้งเดิมและผสมผสาน มีคุณค่าทางความงามและการรับรู้สูง</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/278554 พัฒนาการรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมศาลยุติธรรม พศ. 2425-2567 2025-10-28T10:48:24+07:00 ชาติณัฏฐ์ มันตะสูตร charthnatham65@nu.ac.th สันต์ จันทร์สมศักดิ์ Charthnatham65@nu.ac.th <p>ศาลยุติธรรมเป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะการใช้งานเฉพาะเพื่อพิจารณาคดีความแพ่งและอาญาโดยตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ บทความนี้เป็นการวิจัยเอกสารมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาและอธิบายพัฒนาการรูปลักษณ์ภายนอกของอาคารศาลยุติธรรมในประเทศไทย รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยแบ่งยุคของรูปลักษณ์อาคารศาลยุติธรรมภายนอกออกเป็น 4 ยุค ได้แก่ (1) ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (พ.ศ. 2425–2474) ซึ่งมีรูปลักษณ์หลักเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก (2) ยุคคณะราษฎร (พ.ศ. 2475–2489) ซึ่งมีรูปลักษณ์หลักเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (3) ยุคมาตรฐานกรมโยธาธิการ (พ.ศ. 2490–2542) ซึ่งมีรูปลักษณ์หลักเป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมกับคอนกรีตเสริมเหล็ก และ (4) ยุคการว่าจ้างเอกชนออกแบบ (พ.ศ. 2543–2567) ซึ่งมีรูปลักษณ์หลักเป็นสถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของรูปลักษณ์ศาลยุติธรรมในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ (1) ระบอบการปกครอง ซึ่งสะท้อนผ่านสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่ปรากฏในภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมศาล (2) สภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจด้านงบประมาณการออกแบบและก่อสร้าง (3) ความนิยมด้านรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้รูปแบบภายนอกอาคาร (4) เทคโนโลยีการก่อสร้างและวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งส่งผลต่อแนวทางการออกแบบ (5) มาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งมีผลต่อการจัดวางพื้นที่และรูปแบบการสัญจรของอาคาร ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของศาลในแต่ละยุคแตกต่างกันตามบริบทของยุคนั้น ๆ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนประกอบการออกแบบหรือปรับปรุงอาคารศาลยุติธรรมในอนาคต</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/279209 การตอบสนองของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นกับสภาพอากาศร้อนชื้น กรณีศึกษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025-11-17T09:28:12+07:00 อัจฉริยะ ทิพเนตร tipnet_a2@su.ac.th จีรศักดิ์ เกื้อสมบัติ tipnet_a2@su.ac.th <p>ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี มีความชื้นสัมพัทธ์สูง และมีปริมาณฝนมากจากอิทธิพลของระบบลมมรสุม ปัจจัยทางภูมิอากาศเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการอยู่อาศัยและการพัฒนาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ซึ่งเกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ของชุมชนผ่านประสบการณ์ยาวนาน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาวิธีการปรับตัวของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นต่อภูมิอากาศร้อนชื้น โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกรณีศึกษาจำนวน 5 หลังจาก 3 ประเทศ ได้แก่ เรือนกาแลพญาวงศ์ในพื้นที่ภูเขาของประเทศไทย เรือนนางสมพรในที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรือนไทยภาคกลางในพื้นที่ราบลุ่ม เรือน Tok Su House ในพื้นที่ชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และเรือน Batak House ในพื้นที่หมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย กรณีศึกษาดังกล่าวครอบคลุมลักษณะภูมิประเทศสำคัญของภูมิภาค ได้แก่ พื้นที่ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม ชายฝั่ง และหมู่เกาะ ผลการวิเคราะห์พบว่า สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้กลยุทธ์พื้นฐานในการรับมือกับภูมิอากาศร้อนชื้น เช่น หลังคาทรงสูงเพื่อระบายความร้อน พื้นยกเพื่อลดความชื้นจากดิน และช่องเปิดหลายตำแหน่งเพื่อระบายอากาศตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการประยุกต์ใช้แตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ วัสดุท้องถิ่น และวิถีชีวิตของชุมชน ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเพื่อจัดการความร้อน ความชื้น และการไหลเวียนอากาศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสบายทางอุณหภูมิและการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับพัฒนาการออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นในอนาคต</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/281975 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศภายในอาคาร จากการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งของบ้านเดี่ยว ในโครงการหมู่บ้านจัดสรร 2025-11-24T10:54:20+07:00 ประเมศฐ์ วิชาชู prametwichachu@gmail.com พิมลศิริ ประจงสาร prajongsan_p@silpakorn.edu <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคารต่อประสิทธิภาพการระบายอากาศของบ้านเดี่ยวในโครงการหมู่บ้านจัดสรร โดยใช้การจำลองพลศาสตร์การไหลของอากาศ (Computational Fluid Dynamics: CFD) เพื่อประเมินผลการไหลเวียนของลมภายในอาคาร การศึกษาได้ออกแบบการทดลองจำลองโดยพิจารณา 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ (1) อัตราส่วนพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคาร 25% และ 50% (2) การเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคารจากแนวเขตที่ดินจาก 2 เมตร เป็น 2.5 และ 3 เมตร และ (3) การจัดวางตำแหน่งพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคารให้มาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีตัวแปรตามคือ ความเร็วลมเฉลี่ยภายในห้องนั่งเล่นชั้นล่างที่ระดับความสูง 1.2 เมตร ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคารจาก 25% เป็น 50% สามารถเพิ่มความเร็วลมเฉลี่ยได้ 37.83% ส่วนการเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร แม้ส่งผลให้ความเร็วลมเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคาร ขณะที่การจัดวางพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคารให้อยู่ในแนวเดียวกันช่วยสร้างความต่อเนื่องของทิศทางลม เฉพาะในกรณีที่อาคารหันรับลมและมีพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคาร 50% ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่เปิดโล่งใต้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศธรรมชาติ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบโครงการหมู่บ้านจัดสรรเพื่อส่งเสริมสภาวะน่าสบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/278909 การพัฒนาบล็อกประสานสำหรับงานภูมิทัศน์จากยางครัมบ์ 2025-08-08T15:59:37+07:00 ชนกนันท์ ปิ่นตบแต่ง ch.pintobtang@gmail.com <p>ประเทศไทยมีของเสียยางพาราจำนวนมาก โดยเฉพาะยางรถยนต์หมดอายุที่สามารถแปรรูปเป็นยางครัมบ์ได้ งานวิจัยนี้พัฒนาบล็อกประสานแบบไม่รับน้ำหนัก โดยมีวัตถุประสงค์ (1) ลดน้ำหนักและความหนาแน่นของบล็อก โดยยังคงค่ากำลังอัดตาม มอก. 3411-2565 (≥3.45 MPa) และ (2) จัดทำแนวทางการใช้งานในภูมิทัศน์จริง การทดลองใช้ 13 สูตร โดยปรับสัดส่วนปูนซีเมนต์ ดินลูกรัง ยางครัมบ์ และชนิดตัวประสาน (น้ำเปล่าและโพลียูรีเทน) พร้อมทดสอบความหนาแน่น กำลังอัด ประเมินเศรษฐศาสตร์การผลิต และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 มิติ ผลการวิจัยพบว่าสูตรที่ 4 (1:2:1 ใช้น้ำเป็นตัวประสาน) เหมาะสมมากที่สุด โดยมีความหนาแน่น 1,571.20 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กำลังอัด 3.92 MPa (ผ่านมาตรฐาน) ต้นทุน 14.95 บาทต่อก้อน และผลิตได้ 20 ก้อนต่อวัน ขณะที่สูตรที่ใช้โพลียูรีเทนมีความหนืดสูง ขึ้นรูปยาก และไม่เพิ่มสมรรถนะหรือความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการใช้น้ำ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า บล็อกจากสูตรที่ 4 เด่นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ส่วนพื้นผิวและการออกแบบเป็นจุดที่ควรพัฒนา สรุปเป็นแนวทางปฏิบัติว่า ส่วนผสมของปูนซีเมนต์ ดินลูกรัง และน้ำ 75–80% และยางครัมบ์ 20–25% โดยปริมาตร เหมาะเป็นสูตรตั้งต้นสำหรับบล็อกประสานชนิดไม่รับน้ำหนัก</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/280802 โครงการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแพลตฟอร์มจำลองเมืองสามมิติ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ผังอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าร้อยเอ็ด 2025-11-24T13:53:17+07:00 อลงกต บัวอุไร 65011181004@msu.ac.th พลเดช เชาวรัตน์ 65011181004@msu.ac.th ธราวุฒิ บุญเหลือ 65011181004@msu.ac.th <p>เมืองเก่าร้อยเอ็ดมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังขาดเครื่องมือเชิงพื้นที่แบบสามมิติที่สามารถสนับสนุนการวางผังและการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มสำหรับแสดงข้อมูลเมืองเก่าร้อยเอ็ดในรูปแบบสามมิติ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางและมาตรการในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าร้อยเอ็ดในอนาคต รวมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพของแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการวางแผน การบริหารจัดการ และการพัฒนาเมือง การวิจัยใช้วิธีการประเมินผลเชิงพรรณนาและการทดสอบการใช้งาน (Usability Testing) โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประเมินประสิทธิภาพความถูกต้อง ความเข้าใจง่าย และความสามารถในการประยุกต์ใช้ของแพลตฟอร์มในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ผลการศึกษานี้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์และการพัฒนาเมืองเก่าได้อย่างเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการพัฒนาเมืองเก่าในบริบทพื้นที่อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/280935 กลยุทธ์การพัฒนาสวนสาธารณะในเขตเมืองเพื่อเสริมความยืดหยุ่นต่อวิกฤตสาธารณสุข 2025-10-03T15:29:38+07:00 วรินทร์ กุลินทรประเสริฐ mr.warindesign@gmail.com <p>การวิจัยนี้มุ่งพัฒนากลยุทธ์การจัดการและออกแบบสวนสาธารณะในเขตเมืองให้มีความยืดหยุ่นต่อวิกฤตสาธารณสุข โดยอาศัยบทเรียนจากการระบาดของโรคโควิด-19 ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะอื่น เช่น มลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ (1) วิเคราะห์พฤติกรรมและการรับรู้ของประชาชนต่อบทบาทสวนสาธารณะในช่วงก่อนและหลังวิกฤตสาธารณสุข (2) วิเคราะห์การรับรู้ของประชาชนต่อข้อจำกัดด้านกายภาพและการจัดการสวนสาธารณะภายใต้วิกฤต และ (3) สังเคราะห์กลยุทธ์การพัฒนาสวนสาธารณะในเขตเมืองให้มีความยืดหยุ่นต่อวิกฤต โดยบูรณาการกรณีศึกษาต่างประเทศกับข้อมูลเชิงประจักษ์จากผู้ใช้งานจริงการวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณแบบสำรวจ เก็บข้อมูลจากผู้ใช้สวนสาธารณะในเขตเมืองจำนวน 350 คน ด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่าและคำถามปลายเปิดเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เพื่อระบุข้อจำกัดและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้ ผลการวิจัยพบว่า อัตราการเข้าใช้สวนสาธารณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังเกิดวิกฤต โดยผู้ใช้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมกลางแจ้งที่ยืดหยุ่น สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขอนามัย และระบบจัดการความหนาแน่นของผู้ใช้อย่างเหมาะสม การรับรู้ต่อมาตรการสุขอนามัย การบริหารจัดการสวน และการมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความถี่ในการเข้าใช้สวน ขณะที่องค์ประกอบเชิงกายภาพบางส่วนยังไม่รองรับการใช้พื้นที่ในภาวะวิกฤตอย่างเพียงพอ การวิเคราะห์เชิงสถิติชี้ว่า การรับรู้ผลกระทบจากวิกฤตและระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการกลับมาใช้สวนสาธารณะของประชาชนจากผลการวิจัยได้สังเคราะห์กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) การสื่อสารความเสี่ยงและการจัดการสวนในภาวะปกติ–ภาวะวิกฤตอย่างบูรณาการ (2) การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกช่วงของการพัฒนาและการจัดการและ (3) การออกแบบเชิงพื้นที่และเครือข่ายพื้นที่สีเขียวที่ยืดหยุ่น รองรับการเว้นระยะห่างและการกระจายกิจกรรม ผลลัพธ์เหล่านี้สามารถใช้เป็นกรอบเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบายสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นในการยกระดับสวนสาธารณะให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่พร้อมรองรับวิกฤตสาธารณสุขในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้ระยะเวลาและระยะทางการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมในบริบทเมืองไทย</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/281892 ก้าวข้ามความสำเร็จทางนิตินัย: กรอบแนวคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อการประเมินผลผังเมืองไทย กรณีศึกษาเมืองมหาสารคาม 2025-11-27T14:48:02+07:00 ธราวุฒิ บุญเหลือ tarawut.b@msu.ac.th กตัญญู หอสูติสิมา 63011182002@msu.ac.th กฤษณุ ผโลปกรณ์ 63011182002@msu.ac.th สนธยา รัตนทิพย์ 63011182002@msu.ac.th แพรวพรรณ ปาสานำ 63011182002@msu.ac.th <p>การประเมินผลผังเมืองของไทยกำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ระหว่างความสำเร็จในทางนิตินัยกับความล้มเหลวในทางพฤตินัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบการประเมินผลผังเมืองเชิงวิพากษ์เพื่อตรวจสอบรากของปัญหาที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จทางกฎหมาย โดยใช้ผังเมืองรวมเมืองมหาสารคามเป็นกรณีศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากรายงานประเมินผลและแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด เพื่อระบุประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จากนั้นใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออธิบายสาเหตุเชิงระบบผ่านกรอบแนวคิดสามมิติ ได้แก่ ธรรมาภิบาล ความเป็นธรรม และความสามารถในการปรับตัว ผลการศึกษาพบว่า แม้ผังเมืองจะประสบความสำเร็จตามข้อกำหนดทางกฎหมายแต่กลับล้มเหลวเชิงปฏิบัติในทุกมิติ ได้แก่ การมีส่วนร่วมเชิงพิธีกรรมที่ที่ทำให้กลไกธรรมาภิบาลไม่สามารถทำงานได้จริง การผลักภาระเชิงสังคมที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็น และความเปราะบาง เชิงสถาบันซึ่งเกิดจากการใช้ข้อมูลล้าสมัย ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูประบบการประเมินผลผังเมืองของไทย โดยเสนอให้เพิ่มเติมตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่สะท้อนพลวัตอำนาจ ความเป็นธรรม และศักยภาพการปรับตัว เข้าไปในกระบวนการประเมินผลอย่างเป็นทางการ</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Jadc/article/view/282415 อัตลักษณ์ชุมชนกับการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อพื้นที่สาธารณะทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษาชุมชนแก่งเลิงจาน จังหวัดมหาสารคาม 2025-11-18T14:46:53+07:00 เมธี พิริยการนนท์ methee.p@msu.ac.th อิสเรส สุขเสนี isares.s@msu.ac.th มงคล คาร์น mongkol.khan@gmail.com มยุรี นาสา คาร์น mayuree.n@msu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชนแก่งเลิงจาน โดยการบูรณาการการทำงานแบบองค์รวมร่วมกันในการพัฒนาคู่มือการท่องเที่ยว กระบวนการศึกษาใช้การสำรวจภาคสนาม การสังเกต และการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกคือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตั้งแต่กระบวนการวางแผน การจัดกิจกรรมที่สะท้อนคุณค่าและอัตลักษณ์ของชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้รองรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดเป็นพื้นที่สาธารณะทางวัฒนธรรมของชุมชนแก่งเลิงจานอย่างเป็นรูปธรรม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นภาคีสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา ทั้งในด้านการสนับสนุนและบูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชน จนนำไปสู่การจัดกิจกรรม “เกาะลอย Fun Fest” ซึ่งเป็นกิจกรรมนำร่องและต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น การบรรจุแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไว้ในแผนพัฒนาประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชุมชนในระยะยาว</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและการก่อสร้าง