ฉบับย้อนหลัง - หน้า 3
-
วารสารศิลป์ พีระศรี
ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (2564)วารสารศิลป์ พีระศรี ฉบับมกราคม-มิถุนายน 2564 เป็นปีที่ 9 ของวารสารแล้ว ฉบับนี้ประกอบด้วยบทความจำนวน 8 บท บทความแรก “ว่าด้วยต้นกำเนิดของสวนธรรมชาติและสวนทิวทัศน์แห้ง” ในวัดพุทธศาสนานิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งสวนธรรมชาติและสวนทิวศน์แห้งต่างก็มีความสำคัญกับปรัชญาและการตีความของเซนในเรื่องตัวตน พัฒนาการของสวนที่เป็นนามธรรมยิ่งสอดคล้องกับปรัชญาของเซน การเชื่อมโยงศิลปะประเภทจิตรกรรมกับสวนเข้าหากันเป็นประเด็นสำคัญของบทความ ในบทความที่สอง “จิตรกรรมสื่อผสมการปะติดผ้าด้วยเทคนิค Appliqué ปักด้วยมือที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานภาพวาดโดยเด็กออทิสติก” เชื่อมโยงสองประเด็นสำคัญเข้าด้วยกัน นั่นคือ ศิลปะจากเด็กออทิสติกและงานสร้างสรรค์ต่อเนื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะดังกล่าว โดยมีสมมติฐานว่างานสร้างสรรค์ศิลปะโดยเด็กออทิสติกนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากผลงานของเด็กปกติเนื่องจากการรับรู้โลกแตกต่างกัน การใช้ผลงานของเด็กออทิสติกสร้างแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
ในกลุ่มที่เกี่ยวกับเด็กเช่นกัน บทความเรื่อง “แนวทางการพัฒนากิจกรรมศิลปะเพื่อสร้างประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็กที่บกพร่องทางการเห็น” การนำศิลปะมาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มนี้เปิดให้เห็นศักยภาพของศิลปะในการรักษาจิตใจของมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆร่วมไปกับการรักษาด้วยวิธีการอื่น
ในบทความที่เป็นการศึกษาศิลปะขั้นสูง “ความทรงจำกับสถานที่ผ่านสัมผัส” สำรวจความทรงจำของมนุษย์ผ่านแง่มุมเรื่องสัมผัสกับสถานที่อาศัยจนกระทั่งเกิดความทรงจำตามแนวทางของปรากฏการณ์นิยม ประเด็นนี้ได้รับการสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าโดยศิลปินร่วมสมัยกลายเป็นงานศิลปะที่สำคัญมากมาย แม้กระทั่งในปัจจุบันที่ผู้เขียนบทความสำรวจงานศิลปะที่เพิ่งสร้างขึ้น ส่วนบทความ “บทบาทของถ้อยคำและภาพร่างกายในการนำเสนอประเด็นทางสังคมของศิลปะร่วมสมัยกรณีศิลปินสตรี” เป็นการเจาะลึกไปยังประเด็นเรื่องร่างกายของสตรีและการใช้ถ้อยคำอันเป็นสื่อที่ทรงพลังอย่างยิ่งเช่นกันมานำเสนอในศิลปะร่วมสมัย ประเด็นดังกล่าวรวมทั้ง การต่อสู้ทางวัฒนธรรมของศิลปินในแนวทางเฟมินิสม์ การนำเสนอประเด็นทางวัฒนธรรมระหว่างสตรีกับบุรุษในวัฒนธรรมอิสลาม ประเด็นทางสังคมเกี่ยวกับการใช้แรงงานในประวัติศาสตร์ ศิลปินหลายท่านใช้ชิ้นส่วนของร่างกายและตัวอักษรที่เป็นทั้งคำพูดไปจนบทกวีเพื่อสื่อเนื้อหาได้อย่างแหลมคม
บทความเรื่อง “การมัดย้อมสีธรรมชาติด้วยเทคนิคชิโบริ” เป็นการศึกษาที่นำผลลัพธ์ของการศึกษาไปสร้างสรรค์ออกแบบจริง เทคนิคชิโบริขึ้นชื่อว่าเป็นวิธีการมัดย้อมที่สามารถสร้างลวดลายได้หลากหลายสามารถนำมาตอบรับกับการออกแบบเสื้อผ้าในโลกปัจจุบันได้ดี บทความนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้น
บทความเรื่อง “แนวคิดสะท้อนอัตลักษณ์ในผลงานของคิมซูจา” เป็นการศึกษาผลงานสตรีชาวเกาหลีที่มีบริบททางวัฒนธรรมแตกต่างจากโลกตะวันตก ศิลปินสะท้อนเรื่องราวส่วนตัวออกมาในบริบททางสังคมวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ
บทความเรื่อง “กราฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์งานแสดงนิทรรศาการนานาชาติญี่ปุ่นที่โอซาก้า 1970” เป็นบทความต่อเนื่อง ที่สำรวจโลกของงานออกแบบกราฟิกญี่ปุ่นตั้งแต่โอลิมปิกโตเกียว 1964 โอลิมปิกซัปโปโร 1972 มาจนเอ็กซ์โปโอซาก้า 1970 โดยการศึกษาข้อมูลเชิงลึกตั้งแต่นักออกแบบ แนวคิดในการออกแบบไปจนกระทั่งเทคนิคที่ใช้ บทความมีภาพประกอบที่ดีเลิศ สามารถใช้เป็นแบบอย่างของการเรียนการสอนหรือการทำงานออกแบบในสาขานี้ได้
-
วารสารศิลป์ พีระศรี
ปีที่ 8 ฉบับที่ 1-2 (2563)วารสารศิลป์ พีระศรีเดินหน้ามาถึงปีที่ 8 แต่ดั้งเดิมวารสารฉบับนี้ออกปีละ 2 ฉบับ คือฉบับกันยายนและฉบับมีนาคมโดยมีฉบับ 15 กันยายน 2556 เป็นปฐมเนื่องจากเราถือฤกษ์อันเป็นมงคลของคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ อย่างไรก็ตามเมื่อสถานะการณ์เปลี่ยนไป เพื่อให้วารสารสามารถออกได้ตามเกณฑ์ของ Thailand Citation Index คือฉบับต้นปีและกลางปี วารสารฉบับนี้จึงเป็นการรวบยอดสองฉบับเข้าหากันคือ ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 และ 2 ดังนั้นวารสาร ฉบับนี้จึงจะมีบทความมากเป็นพิเศษ รวม 12 บทความด้วยกัน จากนั้นในปี 2564 เราจะปรับการออกวารสารเป็นฉบับมกราคมและมิถุนายน
โดยในวารสารฉบับนี้เห็นแนวโน้มของการศึกษาศิลปะในหลายทิศทาง ในทิศทางแรก บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะในต่างประเทศ ในฉบับนี้มีบทความที่ว่าด้วยการออกแบบโปสเตอร์สำหรับงานโอลิมปิกฤดูหนาว ที่ซัปโปโร 1972 สำหรับประเทศไทยที่รู้จักโอลิมปิกฤดูหนาวน้อยกว่าฤดูร้อน บทความนี้จะชี้ให้เห็นกระบวนการออกแบบที่วางอยู่บนพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว ที่ต่อเนื่องมาจากโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพในค.ศ.1964 ที่มีบทความศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบโปสเตอร์เอาไว้แล้วในวาร สารปีที่ 7 ฉบับที่ 1 ส่วน บันทึกเกี่ยวกับภาพโอโจโยฌูจากการสำรวจ ณ ประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2562) เป็นบทความที่ศึกษาศิลปะญี่ปุ่นเช่นกันคือบทความที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของแนวความคิดเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ที่กลายเป็นศิลปะที่แพร่หลายในสังคมญี่ปุ่นช่วงก่อนสมัยใหม่ และบทความ An Overview: Visual Communication in Photography as Healing Therapy เป็นบทความในกลุ่มเดียวกันที่เป็นการศึกษาการสื่อสารในภาพถ่ายจากประเทศมาเลเซียว่าด้วย Visual Communication in Photography
นอกจากนี้ในกลุ่มนี้ก็ยังมีการศึกษาแนวคิดหลังอาณานิคมกับวาทกรรมความรู้ในผลงาน “This is not an Apricot” ของศิลปิน มาเรีย เธเรซา อัลเวส เราล้วนทราบดีว่าศิลปินร่วมสมัยจากภูมิภาคนี้มีพื้นฐานแนวคิดในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองของตนเองที่แข็งแกร่ง ในการศึกษาที่อาศัยวิธีการแบบโครงสร้างนิยมได้ชี้ให้เห็นการใช้สัญญะและการสื่อความหมายแฝงของศิลปินเช่นเดียวกันกับบทความประวัติศาสตร์บาดแผลในงานศิลปะร่วมสมัย กรณีศึกษาวิธีการใช้วัตถุสำเร็จรูปและวัสดุเก็บตกในงานของ อันเซล์ม คีเฟอร์ และ ไช่กว๋อเฉียง ว่าด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลในงานศิลปะร่วมสมัยที่ต้องการชี้ให้เห็นศักยภาพของศิลปะร่วมสมัยในการนำเสนอประเด็นทางสังคมและประวัติศาสตร์
ในทิศทางที่สอง บทบาทการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในชุมชนผ่านกระบวนการทางศิลปะ: กรณีศึกษาชุมชนริมคลองบางหลวง บทความที่ว่าด้วยการศึกษาบทบาทของศิลปะที่ไปมีส่วนร่วมกับสังคมภายนอก ดังเช่นบทความที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการสร้างสรรค์ศิลปะที่พยายามนำศิลปะเข้ามามีส่วนร่วมกับคนสูงวัยอันเป็นเรื่องที่สังคมไทยเองก็ต้องเผชิญหน้าในอนาคต และ กระบวนการดำเนินงานโครงการ “ค่ายศิลปศึกษาสู่ชุมชนเพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์การเรียนรู้ด้านศิลปะให้กับเยาวชนเพื่อต่อยอดเส้นทางงานประกวดและส่งเสริมอาชีพ” ณ โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านท่าตะเภา) จังหวัดชุมพร บทความที่ว่าด้วยค่ายศิลปะศึกษาที่เป็นที่ยอม รับกันว่าค่ายศิลปะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สนุกสนานที่สุดของมนุษย์ทุกคน ทุกวัย ทั้งสองบทความล้วนแล้วแต่เป็นการศึกษาที่น่าสนใจทั้งสิ้น
ในการศึกษาทิศทางที่สาม ความสำคัญของ “ชิ้นส่วน” และ “ร่องรอย” ของร่างกายสตรีในฐานะวัตถุสำหรับศิลปะร่วมสมัย เกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะจากร่างกายมนุษย์ บทความที่ว่าด้วยร่าง กายสตรีอันเป็นพื้นที่ที่เคยถูกละเลยในฐานะสื่อเพื่อการแสดงออกถึงประเด็นของผู้หญิง ประเด็นนี้ถูกทบทวนอีกครั้งว่าชิ้นส่วนของร่างกายในบริเวณที่เฉพาะเจาะจงถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นศิลปะร่วมสมัยที่สื่อสารได้อย่างตรงประเด็นได้อย่างไร ในอีกทางหนึ่งร่างกายของเพศชายและทางเลือกทางเพศที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมล้านนา ซึ่งอยู่ในบทความ บริบทที่แตกต่างกันของเกย์ในสังคมเมืองกับเกย์ล้านนาและการศึกษาภาพเกย์จากจิตรกรรมวัดภูมินทร์ โดยทั้งสองบทความล้วนแต่นำเราเข้าสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ร่างกาย” ทั้งสิ้น
ในการศึกษาทิศทางที่สี่ “วิธีการสื่อสารแนวความคิดผ่านภาพบทอินสตาแกรมของพิพิธภัณฑ์ไอศกรีม” บทความที่ทำการศึกษาการใช้ภาพในสื่อใหม่ที่อายุยังน้อยแต่กลับมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อกระบวนการคิดของคนรุ่นเยาว์ (หรือรุ่นใหญ่ด้วยก็ตาม) อย่างอินสตาแกรม จากความคิดที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลและภาพอย่างสะเปะสะปะ กลายเป็นการนำเสนอชุดความคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสื่อสารประเด็นที่ต้องการ อินสตาแกรมของ The Ice Cream Museum อาจจะเป็นหนึ่งในกรณีนั้น บทความนี้จะวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ที่ใกล้เคียงกันคือ ภาพและคำ: รูปแบบคำบรรยายภาพในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ บทความที่ว่าด้วยการศึกษาวิธีการเขียนคำบรรยายภาพ ในพิพิธภัณฑ์เลื่องชื่ออย่าง The Rijks Museum ที่อัมสเตอร์ดัม ทราบกันดีว่า ในพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันกับแนวคิดใหม่ของการเข้าถึงบุคคลให้ตรงและชัดเจนที่สุด ข้อความบรรยายใต้ (หรือข้างๆ) ผลงานศิลปะจึงมีบทบาทในการทำหน้าที่ช่วยให้ข้อมูลพื้นฐาน ช่วยชี้นำผู้ดูสู่ประเด็นที่น่าสนใจ รวมถึงการปรับโฟกัสผู้ดูไปยังจุดที่ต้องการสื่อสารหลัก บทความนี้จะเป็นหนึ่งในบทความแรกๆ ที่ศึกษาประเด็นนี้อย่างเป็นรูปธรรม
ในทิศทางสุดท้าย การศึกษาเรื่องเล่า “คัทธนกุมารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์จังหวัดน่าน ในการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถหรือพระวิหาร การทำความเข้าใจตัวเรื่องเล่าก็เป็นกุญแจสำคัญ การศึกษาเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เป็นภาพเล่าเรื่องที่ได้รับความนิยมในสังคมล้านนาคือคัทธนกุมารชาดกเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวรรณกรรมและจะได้นำไปศึกษาเทียบเคียงกับจิตรกรรมฝาผนังต่อไป
-
วารสารศิลป์ พีระศรี
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (2563)วารสารศิลป์ พีระศรี Journal of Fine Arts ฉบับนี้เป็นปีที่ 7 ฉบับที่ 2 วารสารนี้เป็นฉบับแรกที่เป็นแบบออนไลน์ ท่านผู้สนใจสามารถเข้าถึงบทความได้จากเว็บไซต์ของ Thaijo หรือลิ้งค์จากเว็บไซต์ของคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้
บทความแรกที่นำเสนอในฉบับนี้คือ “กราฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์โอลิมปิกที่โตเกียว 1964" ในบทความนี้ผู้ เขียนตั้งใจนำเสนอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโอลิมปิกโตเกียว 2020 แม้งานจะถูกเลื่อนออกไปแต่บทความก็ยังคง รักษาเนื้อหาที่เข้มข้นไว้ได้ ประเด็นสำคัญคือ ในกระบวนการออกแบบโปสเตอร์และกราฟิกของงานเมื่อค.ศ. 1964 นั้น นอกเหนือจากความพยายามนำเสนอตัวตนความเป็นญี่ปุ่นเพื่อคนญี่ปุ่นเองและเพื่อสายตาคนต่าง ชาติแล้ว ความพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้คือ การถ่ายภาพหรือการพิมพ์ ทำให้นัก ออกแบบตัดสินใจเลือกภาพถ่ายมาเป็นสื่อหลัก ดังนั้น เมื่องานโอลิมปิกครั้งนี้จบลง ญี่ปุ่นก็ได้ทยอยส่ง ผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพถ่ายของตัวเองลงสนามการค้าโลก ทั้งกล้องอย่าง Nikon, Mamiya หรือกระทั่งฟิล์ม Fuji ก็ตาม และกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศในช่วงไม่นานนักหลังจากโอลิมปิก
ในบทความเรื่อง “การถักทอและการจักสานในศิลปะร่วมสมัย” เป็นการศึกษาสื่อประเภทใหม่ๆ ที่ได้รับความ นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างสรรค์ศิลปะ เหตุเป็นดังที่บทความจะชี้ให้เห็นว่าสื่อกลุ่มนี้มีศักยภาพในการนำ เสนอทั้งความคิด รูปแบบและสัมผัสบางประการที่สื่ออื่นเสนอไม่ได้ ในบทความเรื่อง “การเยียวยาสภาวะทาง จิต ด้วยศิลปะบำบัด” เป็นการย้ำประเด็นสำคัญทั้งในทางศิลปะและในทางการแพทย์ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมือที่มี ศักยภาพอย่างมากในการบำบัดผู้ป่วยที่มีสาเหตุต่าง ๆ
ในบทความเรื่อง “บทบาทของวัตถุสำเร็จรูปและวัสดุเก็บตกในศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย” ได้ชี้ให้เห็นการ เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จากการ “สร้าง” มาเป็นการ “เลือก” ก่อให้เกิดการ ปฏิวัติกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะนับแต่นั้น วัตถุสำเร็จรูปและวัสดุเก็บตกยังทำให้ศิลปะสามารถสื่อสารใน ขอบเขตที่สื่อแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้และนำพาศิลปะหลุดออกจากการชมหรือฟัง กลายมาเป็นการมีส่วร่วม ของผู้ชมอย่างลึกซึ้งด้วย บทความเรื่อง “ผลงานของกลุ่ม Manifesi.AR ในงานเวนิสเบียนนาเล่ 2011” เป็นการ ศึกษาถึงบทบาทของสื่ออย่าง augmented reality และการนำมาสู่บริบทของเทศกาลศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของ โลก
บทความเรื่อง “ประติมากรรมนุ่มในศิลปกรรมร่วมสมัย” เป็นการศึกษาวัสดุใหม่ที่เป็นด้านตรงข้ามกับ ประติมากรรมพื้นฐานแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ จากการเริ่มต้นที่พยายามหาวัสดุใหม่ๆ กลายมาเป็นการท้าทาย แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับประติมากรรมเลยทีเดียว บทความ “แนวคิดใหม่ในการพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน” เป็นแนวทางการปฏิบัติทดลองจริง เด็กๆ ได้ทำให้เห็น ว่าจิตสำนึกที่ดีเป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
บทความ “แสงมิติแห่งจิตวิญญาณและหลักความไม่แน่นอนในงานของปิแอร์ ซูลาจส์ และ จูเต๋อฉวิน” ได้ชี้ให้ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะว่าเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ การค้นพบที่สำคัญทาง วิทยาศาสตร์นั้น เดินทางคู่ขนานกับการค้นพบทางศิลปะที่สำคัญเช่นกัน
-
วารสารศิลป์ พีระศรี
ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (2562)วารสารวิชาการ โดย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 กันยายน 2562
วารสารศิลป์พีระศรีฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี พระราชทานบทความ การค้นคว้าวิจัยเรื่อง ”การศึกษาเพื่อสร้างสรรค์หลากลาย หลายชีวิต” เพื่อนำมาพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณชน
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำริที่จะทรงศึกษาต่อในระดับดุษฎีบัณฑิตสาขาทัศนศิลป์ ที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยที่ทรงปรารภว่า “งานศิลปะทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขข้าพเจ้าจึงอยากแบ่งปันความสุขให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทย” ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มทรงเข้าศึกษาเมื่อพุทธศักราช 2560 ทรงแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพเชิงสร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทรงงานด้านวิจัยวิทยาศาสตร์
จากการนำผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ออกแสดงเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2561 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้คณาจารย์ ตลอดจนสาธารณชนได้ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถ อีกทั้งยังทำให้ชาวไทยได้ชื่นชม และเกิดความปีติ สมดั่งพระปณิธาน
นอกจากนี้ กระบวนการทำวิทยานิพนธ์ของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ยังได้ทำการค้นคว้าวิจัย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลงานสร้างสรรค์และนำเสนอเป็นบทความวิชาการดังที่เห็นนี้ สมมุติฐานของบทความดังกล่าว ตั้งอยู่บนความฝันอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ซึ่งสามารถปรับแปลงจนกลายเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะได้ ศิลปิน เช่น อองรี รุสโซ หรือยะโยะอิ คุสะมะ นั้น แม้ว่าจะไม่ผ่านการศึกษาทางศิลปะมาโดยตรง แต่มีความสามารถเฉพาะตนทำให้สามารถปรับแปลงความฝันจนกลายเป็นผลงานศิลปะที่มีพลังกระทบใจผู้ดูอย่างลึกซึ้ง ส่วนองค์ศิลปินเองก็ได้ปรับแปลงความฝันให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถสื่อสารเนื้อหาและสร้างสรรค์ความรู้สึกร่วมให้แก่ผู้ชม บทความนี้ได้เข้ารับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิครบตามกระบวนการและสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานค้นคว้าวิจัยควบคู่ไปกับการจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ตามเงื่อนไขของบัณฑิตวิทยาลัยและหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรทุกประการ
ในบทความของปานชีวา บุตรราช “ศิลปะการนำเสนอด้วยภาพในการดัดแปลงข้ามสื่อ: จากวรรณกรรมสู่ละครชุดสิงหมิงซือเหยีย” เป็นการศึกษาวรรณกรรมที่ถูกนำไปสร้างเป็นละคร ด้วยกระบวนการปรับแปลงข้ามสื่อทำให้เนื้อหาบางประการสามารถแสดงทัศนะเชิงยั่วล้อที่ ผู้ประพันธ์มีต่อนโยบายของรัฐได้ นอกจากนี้การศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจีนในบริบทร่วมสมัยในทางหนึ่งย่อมเป็นแง่มุมที่จะมีประโยชน์ต่อการศึกษาในอนาคต
ในบทความของประจักษ์ สุปันตี “การสร้างสรรค์ผลงานเรือน-กาย ร่างทวิลักษณ์จากความทรงจำของบ้าน” เป็นการรวบรวมแนวทางการศึกษาศิลปะโดยใช้สหวิทยาการ ในกระบวนการศึกษาวิจัยนี้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับเรือนและกาย การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัยหรือกายกับเรือนนั้นมีในแทบจะทุกวัฒนธรรม (อาจจะเจือจางลงในวัฒนธรรมที่มีลักษณะเร่ร่อน) โดยปกติแล้วมักศึกษากันในศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม แต่บทความและงานสร้างสรรค์ชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าการแยกแยะศาสตร์ออกจากกันนั้นเป็นเพียงการแบ่งแยกทางความคิด แต่ในทางปฏิบัติมนุษย์ผูกพันกับเรือนที่เราอยู่อาศัยในหลากหลายมิติมากกว่าที่ศาสตร์ ๆ เดียวจะทำความเข้าใจได้ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชุดนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์รูปแบบหนึ่ง
ในบทความของวิภาวี วรวุฒิวิทยารักษ์และอรัญญา ตุ้ยคำภีร์ “มาตรวัดการสร้างสรรค์เชิงศิลปะในนิสิตนักศึกษาฉบับภาษาไทย” ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการศึกษาศิลปะในสถาบันของไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าทางลบ ในกระบวนการศึกษาโดยใช้มาตรวัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ให้ข้อเสนอที่น่าสนใจและน่าจะพัฒนาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่นักศึกษาเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น
ในบทความ “สีเทา สีน้ำตาลและสีน้ำเงินในวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยเอโดะ (เพิ่มเติม)” โดยจิรายุ พงส์วรุตม์เป็นบทความสุดท้ายของชุดที่ว่าด้วยสีพื้นฐานสำหรับคนเมืองในสมัยเอโดะ ในบทความซึ่งทยอยตีพิมพ์ต่อกันสามตอนนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับบริบทของสีต่าง ๆ ทั้งในแง่บริบททางวัฒนธรรม การประยุกต์ใช้ ที่มาจากวัสดุในธรรมชาติไปจนกระทั่งตัวอักษรคันจิชื่อเรียกของสีอย่างละเอียด นับเป็นบทความที่รวบรวมองค์ความรู้นี้ไว้ในภาษาไทยอย่างครบถ้วนที่สุด
ในบทความของธนา จันทร์ศิริสว่าง “แนวคิดการออกแบบปรับปรุงการใช้สอยพื้นที่ภายในอาคารวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ (วังสามเสน) วชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร” เป็นบทความทางด้าน สถาปัตยกรรมภายในเกี่ยวกับกระบวนการปรับปรุงอาคารเก่าทรงคุณค่าให้เกิดประโยชน์ใช้สอยใหม่ ในกระบวนการดังกล่าวต้องการความร่วมมือจากหลากหลายศาสตร์สาขาเพื่อแสวงหาแนวทางที่ยังรักษาคุณค่าของอาคารและตอบสนองต่อบทบาทหน้าที่ร่วมสมัยได้
ในบทความของปวีณา สุธีรางกูร “ปรากฏการณ์แห่งอำนาจ: บทวิเคราะห์ผลงานศิลปะร่วมสมัยของสาครินทร์ เครืออ่อน” ทำการศึกษาผลงานศิลปะร่วมสมัย 4 ชิ้นที่นำเสนอในบริบทของการจัดแสดงในต่างประเทศ ผลงานชุดนี้นำเสนอประเด็นเรื่องคุณค่า อำนาจ การครอบครองของมนุษย์โดยศิลปินได้เลือกสรรวัสดุหลากหลายประเภทจนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีขอบเขตจำกัดการเลือกและการผสมผสานในกระบวนการจัดวางทำให้ผลงานศิลปะสื่อประเด็นดังกล่าวได้อย่างแหลมคม
ในบทความของอนิวัฒน์ ทองสีดา “กิจกรรมศิลปะสำหรับงานศิลปะร่วมสมัย: กรณีศึกษา หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” เป็นการศึกษาบทบาทของหอศิลป์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นที่ทราบกันดีว่านอกเหนือจากการจัดแสดงผลงานศิลปะประเภทต่าง ๆ กิจกรรมอันหลากหลายที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจัดขึ้นประกอบกันกับนิทรรศการของตนเองนั้นมีบทบาทสำคัญเทียบเท่ากับตัวนิทรรศการเองเพราะมีศักยภาพทำให้ผู้ชมหลากหลายวัยสามารถเข้าถึงเนื้อหาของนิทรรศการได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ผู้ชมสามารถ ต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับออกไปอีกด้วยบทความของภควนิษฐ์ แสงศิริวรรธนะ “แนวความคิด รูปแบบผลงานศิลปะที่สะท้อนสังคมของทวี รัชนีกร” เป็นการศึกษาผลงานของศิลปินไทยคนสำคัญที่ผ่านช่วงเวลาของชีวิตอันยาวนาน นับตั้งแต่ช่วงพุทธศักราช 2500 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน การศึกษาชี้ให้เห็นว่าศิลปินมีความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบ วิธีการและแนวความคิดในการสร้างสรรค์ศิลปะจากแรงกระทบของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของประเทศไทยในยุคต่าง ๆ
บทความของณหทัย อริยวัฒน์วงศ์และอินทิรา พรมพันธ์ุ “การออกแบบชุดกิจกรรมประยุกต์ศิลป์เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ทัศนธาตุสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น” เป็นการสรุปผลการปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมทางทัศนศิลป์สำหรับนักเรียน เป็นที่ทราบกันดีว่าการศึกษาศิลปะมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กเนื่องจาก มีบทบาทในการฝึกคิดแบบสร้างสรรค์ แสวงหาสิ่งใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเด็กมีความแตกต่างจากพื้นฐานครอบครัว สภาพแวดล้อมและวัย การศึกษาเพื่อแสวงหาวิธีในการให้การศึกษาศิลปะจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นหลังจากผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมประยุกต์ศิลป์ที่ถูกออกแบบมาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ
บทความของพิน สาเสาร์ “ศิลปะและการเยียวยาบาดแผลจากสงคราม” เป็นการศึกษากระบวนการที่ผู้เกี่ยวข้องแสวงหาการเยียวยาทางกายภาพของผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมาที่อาวุธทรงประสิทธิภาพในการทำลายล้างมากขึ้นสร้างความเสียหายต่อทหารและพลเรือนที่เข้าร่วมสงครามเป็นอย่างสูง กระบวนการออกแบบใบหน้าเทียมและการผลิตที่ดีสามารถทำให้คนที่บาดเจ็บใบหน้าเสียหายสามารถกลับเข้าร่วมสังคมได้อย่างปกติ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าศิลปะสามารถตอบสนองในจุดที่การแพทย์มาตรฐานอาจจะไปไม่ถึง ในแง่ของปัจจุบันที่สงครามในหลายอาณาบริเวณของโลกก็ยังคงอยู่ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้อาจจะช่วยให้เราพัฒนาขีดความสามารถในการบำบัดเยียวยาบาดแผลจากสงครามด้วย ศิลปะ
บทความของสุชาตา โรจนาบุตร “ภาพอาหารในประวัติศาสตร์ศิลป์” ชี้ให้เห็นว่าอาหารในแต่ละยุคสมัยที่เป็นทั้งความจำเป็นและเป็นวัฒนธรรมประเภทหนึ่งนั้น เมื่อถูกแสดงออกในผลงานศิลปะมักจะมีความหมายโดยนัยและทำหน้าที่สะท้อนความคิด ความคาดหวังและท่าทีที่ศิลปินมีต่อสังคมโดยรวมด้วย การตั้งคำถามถึงบริบทของจิตรกรรมภาพอาหารตั้งแต่สมัยอียิปต์มาจนช่วงทศวรรษ 1960 ของประเทศสหรัฐอเมริกา การศึกษานี้จึงชี้ประเด็นสำคัญที่ว่าภาพอาหารไม่ใช่แค่เป็นหลักฐานทำให้เราเข้าใจว่าคนแต่ละสมัยกินอะไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหลักฐานทำให้เราเข้าใจบริบททางสังคมวัฒนธรรมและท่าทีที่คนมีต่อ “การบริโภค” ในแต่ละยุคสมัยด้วย
-
วารสารศิลป์ พีระศรี
ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (2562)วารสารวิชาการ โดย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2562
วารสารวิชาการศิลป์ พีระศรีฉบับปีที่ 6 เล่มที่ 2 มีนาคม 2562 มีบทความที่น่าสนใจดังนี้ กลุ่มที่ศึกษาศิลปะไทยมีบทความเรื่อง “สีสันในพหุสังคมวัฒนธรรมของชาวใต้” บทความนี้นำเสนอว่าในแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีลักษณะเฉพาะของตัวเองในแง่ต่างๆ แม้กระทั่งสี ในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรมชาวพุทธ วัฒนธรรมชาวมุสลิมและวัฒนธรรมจีนที่ต่างก็มีสีสันและวิธีการแสดงออกของตนเอง เมื่ออยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวบนพื้นที่ ความแตกต่างนี้กลับผสมผสานเข้าหากันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำาภาค บทความ “การแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุของชาวไทยมุสลิมผ่านทางสถาปัตยกรรมมัสยิด” ในกรุงเทพภาคใต้และภาคเหนือ การศึกษาอย่างละเอียดทำาให้เห็นถึงการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชนภายใต้รูปแบบดั้งเดิม อีกบทความหนึ่งเป็นการ “รายงานผลงานสร้างสรรค์การแสดงร่วมสมัยชุด “เหิร” ที่ได้รับแรง บันดาลใจจากฟ้อนกิ่งกะหร่า อันเป็นการแสดงพื้นบ้านของชาวไทใหญ่ทางภาคเหนือของประเทศไทยที่ถูกนำมาตีความใหม่ในการศึกษาศิลปะของประเทศเพื่อนบ้าน “รายงานวิจัย การศึกษาศิลปะร่วมสมัยในอาเซียน:กรณีศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐฟิลิปปินส์และสาธารณรัฐสิงคโปร์” เป็นการศึกษาวงกว้างเกี่ยวกับสถานะการณ์ทางศิลปะของประเทศเหล่านี้ที่ให้ภาพรวมและยังสามารถเจาะลึกในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศได้อีก ด้วย ในอีกบทความหนึ่งมีที่มา
จากงานวิจัยเช่นกัน “โครงการสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ “ขอบฟ้าเดียวกัน”: ปรัชญา ศิลปะการตีความและความเข้าใจ” ที่ตั้งคำาถามกับข้อจำากัดในเรื่องการรับรู้ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์รอบตัว แล้วนำาเสนอเป็นผลงานศิลปะแบบติดตั้งเพื่อกระตุ้นผู้ชมในแง่มุมต่าง ๆกลุ่มการศึกษาศิลปะตะวันตกมีบทความ "“ฉาก” ในนิยายภาพไร้ตัวอักษรของฟรองส์ มาเซอรีล” ผลงานของศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้กำาเนิดนิยายประเภทนี้นั้นร่วมสมัยกับแนวทางศิลปะแบบเยอรมันเอกเพรสชั่นนิสซึ่มในแง่ที่สนใจสภาวะความวุ่นวายสับสนของเมืองสมัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจคน โดยอาศัยพื้นฐานที่เคยทำงานภาพพิมพ์สำาหรับประกอบหนังสือมาเซอรีลสามารถนำเสนอเนื้อหาที่หนักหน่วง วิธีการมองโลกที่ลึกซึ้งไปจนกระทั่งสภาวะของการเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลกที่ต้องทนทรมานจากสภาพแวดล้อมสมัยใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวหนังสือเลย การศึกษานี้วิเคราะห์ให้เห็นศักยภาพของสื่อประเภทนี้อย่างชัดเจน ในอีกบทความหนึ่ง “การเปลี่ยนแปลงรูปร่างด้วยรูปแบบเทสเซลเลชั่น ภายใต้ผลงานศิลปะประเภทภาพนิ่งของศิลปิน เมาริตส์ กอร์เนลิส แอ็ชเชอร์” บทความนี้เป็นการศึกษากระบวนการเปลี่ยนรูปทรงหนึ่งไปอีกรูปทรงหนึ่งในผลงานของศิลปินที่ขึ้นชื่อว่าสนใจการลวงตาของภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้อาศัยกลวิธีในการจัดการรูปทรงทางเรขาคณิตให้ค่อย ๆแปรรูปไปตามที่ต้องการ นกลุ่มการศึกษาวิจัยเพื่อการสร้างสรรค์ บทความ “รูปลักษณ์แห่งสัญชาตญาณการปกป้อง”นำเสนอการศึกษารูปทรงแห่งความน่ากลัวทั้งในแง่ของจิตใจมนุษย์และการนำาไปแสดงออกเป็นผลงานศิลปะโดยศิลปินหลากหลายท่านที่ต่างก็ใช้วิธีการเฉพาะตน บทความ “ศิลปะแห่งการประชดประชันเสียดสีสังคม” พิจารณาสภาพแวดล้อมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจที่เลวร้าย ละโมบ ไม่รู้จักความพอเพียง ฯลฯ ไปจนกระทั่งการทุจริตคอร์รัปชั่นผสมผสานไปกับแนวทางศิลปะกลุ่มที่เน้นแนวความคิด เช่น ดาดา กลุ่มคอนเซ็ปชวลอาร์ต ฯลฯ เพื่อหาข้อสรุปกับมุมมองเชิงปรัชญาเพิ่มเติมเข้ามา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าของคุณธรรม ความดีงาม ความถูกต้อง ที่ควรจะเป็นพื้นฐานของสังคมทั่วไปในกลุ่มการจัดการศิลปะ บทความ “สื่อการเรียนรู้ประเภทสิ่งพิมพ์ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเยาวชน” เป็นความพยายามทำความเข้าใจเยาวชนในฐานะส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะต้องให้การเรียนรู้ เพราะมีความแตกต่างจากผู้ชมศิลปะทั่วไปที่อาจจะมีพื้นฐานบ้างอยู่แล้ว เยาวชนอาจจะต้อง การคำาอธิบายเพิ่มเติมในรูปแบบของเอกสารที่ต้องการการจัดการเนื้อหาและรูปแบบให้เหมาะสมกับช่วงวัยด้วย




