แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต

Main Article Content

ณัฐพงศ์ หอมสมบัติ
พระมหาอุดร อุตตโร
วรกฤต เถื่อนช้าง

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สระบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนตามประสบการณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษา เพศ ตำแหน่งงาน ส่วนบุคคลว่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 297คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .63 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบโดยการทอสอบค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และใช้วิธีสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต เป็นการทดสอบสมมติฐาน โดยการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างตัวแปร ได้แก่ การจำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต ได้แก่ (1) การวางแผนการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารควรมีการวางแผนที่รอบคอบ ชัดเจน กำหนดงบประมาณศึกษาแหล่งเรียนรู้แก่ครู (2) การบริหารงานบุคคล ผู้บริหารโรงเรียนควรมีหลักมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีที่มีสาระสำคัญในการพึ่งพาอาศัยคนอื่นได้ มอบหมายงานที่เหมาะสมกับบุคคล (3) การบริหารจัดการ ผู้บริหารควรมีการบริหารจัดการ สนับสนุนแหล่งเรียนรู้อย่างเหมาะสม โดยมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเอื้อต่อผู้ใช้แหล่งเรียนรู้ (4) การพัฒนาใช้แหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียนควรมีหลักการพัฒนาที่ชัดเจน มีแบบแผน ดำเนินโครงการสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นระบบ (5) การสรุปและรายงานผลการสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารต้องมีการเรียนรู้จากสิ่งที่เรียนที่ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ที่เป็นระบบสามารถแก้ปัญหาได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
หอมสมบัติ ณ. ., อุตตโร พ. ., & เถื่อนช้าง ว. . (2024). แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนตามหลักพหูสูต. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 11(2), 216–228. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDMCU/article/view/272633
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ธานินท์ ศิลป์จารุ. (2551). การวิจัยและวิเคราะห์ ข้อมูลทำงสถิติด้วย spss. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บิสซิเนสอาร์แอนด์ดี.

นงเยาว์ อุทุมพร. (2561). การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของชมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนําไปใช้บูรณาการในการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร: ธนธัชการพิมพ์.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์.

มงคล พลภูมี. (2555). สภาพการดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

รวิพร มูณีวรรณ. (2554). การใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนประกอบการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช.

ศิริญาภา ทองมะหา และคณะ. (2562). แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ตามหลักพหูสูต 5 ของโรงเรียนในเครือข่ายที่ 49 สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 6(1). 28-38.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟิค.

Keeves, Peter J. (1988). Model and Model Building: Educational Research Methodology and Measurenment : An Intermational Handbook. Oxford: Pergamon Press.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3). 607–610.