การสร้างแบบทดสอบวัดสมรรถนะการอ่า การสร้างแบบทดสอบวัดสมรรถนะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 โดยการหนุนเสริมจากภาคีเครือข่ายการเรียนรู้

Main Article Content

ดวงจันทร์ เดี่ยววิไล
ธนพร หมูคำ

บทคัดย่อ

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการสร้างและการหาคุณภาพแบบทดสอบวัดสมรรถนะการอ่าน 3 ระดับ คือระดับ1 อ่านเอาเรื่อง ระดับ2 อ่านเชิงวิเคราะห์ และระดับ 3 อ่านเชิงวิพากษ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการหนุนเสริมจากภาคีเครือข่ายการเรียนรู้ ใช้การวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยคณะวิจัยและภาคีเครือข่ายการเรียนรู้ ได้แก่ คณะครู ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลประเมินผล ศึกษานิเทศก์ และครูต้นแบบ ร่วมกันสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบ สอบทาน   ความตรงเชิงเนื้อหาและเชิงโครงสร้าง กลุ่มทดลองใช้คือนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่4-6 จังหวัดลำปาง จำนวน 44 คนเลือกแบบเจาะจง เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพ ค่าดัชนีความยาก ค่าดัชนีอำนาจจำแนก และค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงแบบแอลฟาของครอนบาค กลุ่มเป้าหมายที่ใช้แบบทดสอบฉบับจริงที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว คือนักเรียนจำนวน 1,502 คน จากโรงเรียนในจังหวัดลำปาง 20 โรงที่เข้าร่วมโครงการวิจัยการพัฒนาสมรรถนะการอ่านของนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ด้วยเครือข่ายหนุนเสริมการเรียนรู้จังหวัดลำปาง ผลการวิจัยพบว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นข้อสอบแบบปรนัยแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ มุ่งวัดสมรรถนะการอ่านเอาเรื่อง 17ข้อ อ่านเชิงวิเคราะห์17ข้อ และอ่านเชิงวิพากษ์ 16 ข้อ คะแนนเต็ม 50 คะแนน คะแนนสมรรถนะการอ่านคือผลรวมของคะแนนทั้ง 3 ส่วน คะแนนที่ได้นำมาคิดเป็นคะแนนร้อยละ จัดระดับสมรรถนะการอ่านเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก ดี พอใช้ และต้องปรับปรุงแก้ไข นำมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยดัชนีระดับความยากเท่ากับ0.494 หมายถึงมีความยากง่ายพอเหมาะ ค่าเฉลี่ยดัชนีอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.294 หมายถึงมีค่าอำนาจจำแนกที่ใช้ได้ คะแนนสมรรถนะการอ่านรวมทั้งฉบับ มีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง 0.794 หมายถึงมีค่าความเชื่อมั่นสูง

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
บทความวิจัย (Research Article)

References

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ และ วศินี รุ่งเรือง. (2561). การพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู โดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชน แห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ. วารสารวิชาการเครือข่ายบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ, 8(14), 51-62.

ดวงจันทร์ เดี่ยววิไล จักรกฤษณ์ สำราญใจ บุปผา สมมะโน วิไลลักษณ์ จั่นวงษ์ และ ธนพร หมูคำ. (2555). การพัฒนาสมรรถนะการอ่านของนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ด้วยเครือข่ายหนุนเสริมการเรียนรู้ จังหวัดลำปาง ภายใต้ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่าย เชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน (Local Learning Enrichment Network: LLEN). มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง.

ทรงพร พนมวัน ณ อยุธยา และนาตยา ปิลันธนานนท์. (2560). การพัฒนามาตรฐานสากลด้านการอ่าน. วารสารอัล-ฮิกมะฮฺ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, 7(14), 113-125.

เบญจมาศ พุทธิมา. (2561). การพัฒนาสมรรถนะการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการศึกษาของครูผู้สอนโดยใช้เทคนิคการเสริมพลังอำนาจ. วารสารวิชาการเครือข่ายบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ, 8(14), 57-72.

พัชรินทร์ อารมณ์สาวะ. .(2557). การประเมินการรู้เรื่องการอ่านของ PISA 2019. นิตยสาร สสวท, 42(189).

วิรัช วรรณรัตน์. (2558). หลักและวิธีการสอบวัด. บทความพิเศษ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์, 1(2), 1-12.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, โครงการ PISA ประเทศไทย. (2552). ตัวอย่างการประเมินผลนานาชาติ PISA การอ่าน. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี.

สมาคมการอ่านแห่งประเทศไทย. (2552). การสัมมนานานาชาติเรื่องการรู้เรื่องการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

อลิศรา เพชระ ไกรเดช ไกรสกุล และสืบพงศ์ ธรรมชาติ. (2560). รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงวิพากษ์จากเพลงกล่อมเด็กภาคใต้เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 18(1), 214-226.

อัมเรศ เนตาสิทธิ์ ปริญญภาษ สีทอง เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ และวิไลวรรณ กลิ่นถาวร. (2561). การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูในการจัดกิจกรรม ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของโรงเรียนนำร่องในพื้นที่อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 6(2), 221-230.

Program for International Student Assessment. (2003). The PISA 2003 assessment framework –mathematics. reading science and problem-solving knowledge and skills. Paris: Organisation for Economic Co-operation and Development.