The Management Model for Developing Self-Reliance and Adaptability of Juveniles in Juvenile Detention Homes, Department of Juvenile Observation and Protection
Keywords:
management model for development, self-reliance, adaptabilityAbstract
The objectives of the research were 1) to study the causal factors of self-reliance and self-adjustment behaviors of juveniles in juvenile detention homes, 2) to study the development model of self-reliance and adaptability behaviors of juveniles in juvenile detention homes, and 3) to study the management model for developing self-reliance and adaptability behaviors of juveniles in juvenile detention homes. The research methodology was quantitative research supported with a qualitative method. The samples were 231 juveniles in juvenile detention homes obtained by stratified random sampling. The research tool was a measurement and assessment form, which was a total of 11 evaluation scales with four to seven items. The item classification power (r) was between 0.222 up to 0.643. The reliabilities (α) were 0.529 up to 0.871. The data were analyzed with descriptive statistics, inferential statistics, and content analysis. The research findings revealed that 1) social situation factors, psychometric factors along with psychometric situation factors could explain self-reliance and adaptability behaviors of juveniles in juvenile detention homes for more than 38.3 percent. It was also found that 2) juveniles living with grandparents were at-risk groups that should be developed first by being raised by a loving and reasonable family. 3) The development model of self-reliance and adaptability behaviors of juveniles was consistent with empirical data. 4) The management model for developing self-reliance and adaptability behaviors of juveniles was feasible in practice with scores for each aspect of 86.19–94.52 percent, with an overall score of 89.46, higher than the required criteria of 70/75 percent.
Downloads
References
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2563). รายงานสถิติเด็กและเยาวชน ในสถานพินิจและศูนย์ฝึกและอบรมฯ ปี 2563. ค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2566จาก https://www.djop.go.th/index.php/home.
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2565). รายงานสถิติเด็กและเยาวชน ในสถานพินิจและศูนย์ฝึกและอบรมฯ ปี 2565. ค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2566 จากhttps://www.djop.go.th/index.php/home.
กุสุมาลี โพธิปัสสา และคณะ. (2563). การเลี้ยงดูเด็กของปู่ย่าตายายในครอบครัวข้ามรุ่น.วารสารโรงพยาบาลสกลนคร. 23 (2), น. 154-167.
จันทรานี สงวนนาม. (2545). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติการบริหารสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: บุ๊คพ้อยท์.
จิราพร เซ็นหอม. (2562). รูปแบบการบริหารการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างการพึ่งตนเองของนักศึกษานอกระบบในกรุงเทพมหานคร.วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารการศึกษาวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยพะเยา.
ดุจเดือน พันธุมนาวิน. (2550). รูปแบบทฤษฎีปฏิสัมพันธ์นิยม และแนวทางการตั้งสมมติฐาน ในการวิจัยสาขาจิตพฤติกรรมศาสตร์ในประเทศไทย. วารสารพัฒนาสังคม. 9 (1), น. 85-117.
ดุจเดือน พันธุมนาวิน. (2558). รูปแบบทฤษฎีปฏิสัมพันธ์นิยม (Interactionism model)และแนวทางการตั้งสมมุติฐาน ในการวิจัยสาขาจิตพฤติกรรมศาสตร์ในประเทศไทย.วารสารพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร. 9(1), น. 4-9.
ตรงกมล สนามเขต และดุจเดือน พันธุมนาวิน. (2559). จิตลักษณะปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้วิธีการอบรมเลี้ยงดูในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. 8 (1), น. 164-171.
ตะวันฉาย มิตรประชา. (2557). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำความผิดซ้ำของเยาวชนเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาเยาวชนภายหลังการปล่อยตัว. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี. 6(1), น. 34-46.
นิรุธ บัณฑิโต. (2557). การนำเสนอแนวทางการพัฒนาจิตสาธารณะของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้การบริหารคุณภาพวงจรเดมมิ่ง. วิทยนิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
ยุทธภูมิ เอียดเปรียว. (2563). ลักษณะทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา.วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี. 6 (2), น. 111-128.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560. (2560, 6 สิงหาคม).ราชกิจจานุเบกษา.เล่มที่134ตอน40,น.1.
สหรัฐ กิติศุภการ. (2562). คำอธิบายพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553.(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
สิริพร บุญพา. (2562). รูปแบบการบริหารการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความพอเพียงของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาบริหารการศึกษาวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยพะเยา.
สุวิมล ว่องวิชัย และนงลักษณ์ วิรัชชัย. (2546). แนวทางการให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ตำราและเอกสารทางวิชาการคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เสกมนต์ สัมมาเพ็ชร. (2559). ทรัพยากรการบริหารกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกับของเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กรุงเทพมหานคร.วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก.
สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565).กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่13ปีพ.ศ.2565-พ.ศ.2570. ค้นเมื่อ 27กันยายน256,จากhttps://www.nesdc.go.th/main.php?fileame=plan13.
Bertalanffy, L. (1973). The meaning of general system theory. General system theory: Foundationsdevelopmentapplications. 30 (1), p.53.
Best, J., & Kahn, J.V. (1993). Research in Education. (8th ed).Boston: Allyn and Bacon.
Cohen, J. (1977). Statistical Power Analysis for The Behavioral Sciences. New York: Academic Press.
Deming, W. Edwards. (1986). Out of Crisis.Cambridge: MIT Press.
Griffin, R.W. (1996). Management(11 th ed). Houghton: Erin Joyner.
Magnusson, D., & Endler, N.S. (1977). Personality at the Crossroads: Current Issues in Interactional Psychology. New Jersy: Lawrence Erlbaum Associated publishers.
Nasago, J.W. & Musung, L.L. (2009). The implications of Nyererre’Theory of Education to Contemporary Education in Kenya. Educational Research and Reviews. 4 (4), pp. 111-116.
Nation, M., Crusto, C., Wanderman, A., Kupffer, K. L., Seybolt, D., Morrissey-Kane, E., & Davino, K. (2003). What works in prevention principles of effective prevention programs. American Psychologist. 58 (6/7), pp. 449-456.
Downloads
Published
Versions
- 2024-06-28 (3)
- 2024-01-24 (2)
- 2023-12-26 (1)
How to Cite
Issue
Section
License
Copyright (c) 2023 Dhonburi Rajabhat University

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและบุคลากรท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
