วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru <p>วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในกลุ่มนักวิชาการนักวิจัย และประชาชนผู้สนใจ เผยแพร่ผลงานปีละ 2 ฉบับ คือ มกราคม - มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม วารสารฯ มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยเชิงบูรณาการแบบสหวิทยาการที่มีการค้นพบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบตามหลักระเบียบวิธีวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการค้นพบนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การพัฒนา ชุมชน สังคม หรือใช้เป็นข้อมูลสำหรับประกอบการพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนาชุมชน สังคม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและบุคลากรท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> journal.dru@dru.ac.th (Dr.Wirahai Kamthorn) journal.dru@dru.ac.th (Mr.Boonchai Oua-arunkij ) Mon, 29 Dec 2025 12:53:35 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์การเพื่อความเป็นเลิศ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277323 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์การ<br />ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความเป็นเลิศขององค์การในระยะยาว รวมทั้งนำเสนอแนวทางและกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรและระบบการดำเนินงานในองค์การ โดยเน้นถึงปัจจัยสำคัญ เช่น ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ<br />การทำงาน ปัจจัยด้านองค์การ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และปัจจัยด้านเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบเอกสาร งานวิจัย และตำราที่เกี่ยวข้อง โดยองค์การต่าง ๆ ควรพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะขององค์การ การส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตนเองของบุคลากร ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แนวทางปฏิบัติที่องค์การสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาองค์การให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนนั้น ควรทำการพัฒนาทักษะบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ส่งเสริมการทำงานด้วยกัน กำหนดเป้าหมายการทำงานให้ชัดเจนและยืดหยุ่น สร้างแรงจูงใจและระบบตอบแทนที่ยุติธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์การที่ทันสมัยและโปร่งใส ซึ่งควรดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการพัฒนาและต่อเนื่อง</p> ศศิจันทร์ ปัญจทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277323 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การสอนการแปลในยุค AI: การส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์อย่างอิสระและการเรียนรู้ที่แท้จริง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280683 <p>การแปล เป็นการถ่ายทอดความหมาย ความคิด จากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง ผู้แปลที่ดีต้องได้รับการฝึกให้แปลอย่างมีหลักการ ถูกต้อง เหมาะสม และหมั่นฝึกแปลบ่อย ๆ สม่ำเสมอ ผู้สอนแปลมักจะแนะนำหลักการ วิธีการแปล และมีแบบฝึกให้ฝึกแปล ผู้เรียนก็จะแปลตามหลักการที่ได้รับการสั่งสอนมา โดยใช้พจนานุกรมเป็นเครื่องมือช่วยแปลความหมายคำศัพท์ และจะทำการแปลเป็นฉบับร่าง คิดวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนภาษาจนกว่าจะได้ความหมายที่ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร แต่ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือในการแปล และแปลได้ค่อนข้างถูกต้องทำให้ผู้เรียนพึ่งพาเครื่องมือ AI ช่วยในการแปล แทนที่จะฝึกคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) หรือคิดอย่างอิสระ (Independent Thinking) บทความนี้จึงนำเสนอกลยุทธ์ในการสอนการแปล ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดอย่างอิสระ คิดเชิงวิพากษ์ วิเคราะห์และการเรียนรู้อย่างแท้จริง และไม่ปฏิเสธ AI ที่กำลังใช้กันอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ และเสนอแนวทางในการสอนการแปล การวัดและประเมินผล เทคนิควิธีสอนในชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวได้แก่การที่ครูต้องประยุกต์แนวคิดให้ผู้เรียนทำความเข้าใจกับเครื่องมือช่วยแปล สอนวิธีวิเคราะห์ข้อความ ฝึกประเมินคุณภาพงานแปลที่แปลโดยใช้เครื่องมือ AIอย่างสมบูรณ์แบบ กับงานแปลโดยมนุษย์โดยมี AI เป็นตัวช่วย และร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ผลงานแปลที่ซับซ้อนด้วยกัน รวมถึงการประเมินความสามารถทางการแปลที่ใช้เครื่องมือ AI</p> ธญวรรณ ก๋าคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280683 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การทำการตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing) ผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลขนาดเล็ก (Micro Influencer) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของกลุ่มเป้าหมาย ผ่านคุณภาพเนื้อหาการสื่อสารบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/279934 <p>งานวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การทำ การตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing) ผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลขนาดเล็ก (Micro Influencer)เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของกลุ่มเป้าหมายบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบพันธมิตรผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลขนาดเล็ก ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และเพื่อเปรียบเทียบความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อประเภทสินค้าและบริการต่าง ๆ อีกทั้งยังมุ่งศึกษาประสิทธิผลของการสื่อสารการตลาดในรูปแบบการตลาดแบบพันธมิตร ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กต็อก โดยใช้วิธีการวิจัยบนฐานการปฏิบัติ (Practice-Based Research) ผ่านการสร้างคอนเทนต์การตลาดโดยผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลขนาดเล็กที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กต็อก รวมทั้งสิ้น 12 คลิปวิดีโอ โดยครอบคลุมสินค้า 3 ประเภท ได้แก่ สินค้าประเภทสุขภาพและความงาม สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และสินค้าคงทน เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อผ่านการรับชมวิดีโอคอนเทนต์ ผลการวิจัยพบว่า คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทสุขภาพและความงามได้รับความสนใจสูงสุดจากกลุ่มเป้าหมาย โดยมีจำนวนผู้ชมและผู้คลิกดูตะกร้าสินค้าสูงกว่าสินค้าประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้ผู้มีอิทธิพลขนาดเล็กควบคู่กับสินค้าที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การตลาดแบบพันธมิตร สามารถสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการพิจารณาซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างความน่าเชื่อถือในลักษณะที่เป็นธรรมชาติและจริงใจต่อกลุ่มเป้าหมาย</p> ณภัทร ตันโพธิ์ประสิทธิ์, มนฑิรา ธาดาอำนวยชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/279934 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา โดยใช้เทคนิคการสอนแบบหมวกหกใบ เพื่อพัฒนาคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ด้านความรับผิดชอบ และทักษะการคิดวิเคราะห์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277096 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยด้านความรับผิดชอบ 2) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบหมวกหกใบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศึกษานารีที่เรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมจากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ด้านความรับผิดชอบ และ 3) แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยด้านความรับผิดชอบอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 โดยจำแนกคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ด้านความรับผิดชอบต่อตนเองอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 ด้านความรับผิดชอบต่อครอบครัวอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 และด้านความรับผิดชอบต่อโรงเรียนและสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 และเมื่อจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษาโดยใช้เทคนิคการสอนแบบหมวกหกใบ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.17 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน</p> กฤตกร กอบัวแก้ว, กิตติคุณ รุ่งเรือง, อชิระ อุตมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277096 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้การบัญชีบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตลาดกระบัง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277556 <p>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้บัญชีบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจโลจิสติกส์ และเพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้บัญชีบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ ด้านการบรรลุเป้าหมาย ด้านการจัดหาและการใช้ทรัพยากร ของธุรกิจโลจิสติกส์ ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน และด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย โดยใช้เครื่องมือที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีกลุ่มตัวอย่างจาก พนักงานระดับหัวหน้าแผนกโลจิสติกส์ ผู้บริหารงานแผนก และผู้บริหารงานระดับสูงขององค์กร จำนวน 425 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้บัญชีบริหารมีค่าอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านของการประยุกต์ใช้บัญชีบริหารแล้ว พบว่า ด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายด้านของความสำเร็จของธุรกิจ พบว่า ด้านกระบวนการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่มีที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจ คือ ด้านการวางแผน ด้านการควบคุม ด้านการสั่งการ ด้านการตัดสินใจ ด้านการจัดการต้นทุน</p> พัทธ์ธีรา จิรอุดมสาโรจน์, สุกัญญา รื่นเริง, อัศวิน เสนีชัย, ฉันทลักขณ์ ฮีสวัสดิ์, ภนิดา โพธิ์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277556 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การเปิดรับสื่อที่มีผลต่อการยอมรับการสมรสเท่าเทียมของ เจเนอเรชัน Y ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280143 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อที่มีผลต่อการยอมรับการสมรสเท่าเทียมของ เจเนอเรชัน Y ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้บบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 39 คน ได้ระดับความเชื่อมั่น 0.78 และแจกแบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเจเนอเรชัน Y ที่มีช่วงอายุระหว่าง 28-43 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 368 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 42.4 ช่วงอายุระหว่าง 28-33 ปีมีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 51.4 การศึกษาระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 69 และส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ 91.8 ใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นรายด้านและโดยรวม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียมในระดับมาก (= 3.82, S.D. = 0.77) การยอมรับการสมรสเท่าเทียมอยู่ในระดับมาก (= 4.00, S.D. = 0.60) และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติอนุมาน คือ สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน พบว่า ในภาพรวมการเปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์กับการยอมรับการสมรสเท่าเทียม ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .822) ที่ระดับ 0.01 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า การเปิดรับสื่อที่มีจำนวน 3 ตัวแปรได้แก่ การแสวงหาข้อมูล การเปิดรับข้อมูล การเปิดรับประสบการณ์ มีความสัมพันธ์กับการยอมรับการสมรสเท่าเทียม ตรงตามสมมติฐานที่ได้กำหนดไว้</p> ธัญณ์นารา พลับพลาทอง, พรพรหม ชมงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280143 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาวิถีชีวิตของชาวมอญผ่านจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำอุโบสถวัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/275562 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเรื่องราวจิตรกรรมลายรดน้ำวัดบางกระดี่ในประเด็น องค์ประกอบ เนื้อหาทางวัฒนธรรม ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของชาวมอญที่ปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมฝาผนัง2) ศึกษาลักษณะของผลงานของช่างเขียนชาวมอญเพื่อนำข้อมูลของงานจิตรกรรมมาวิเคราะห์ร่วมกับองค์ประกอบของศิลปกรรม วิถีชีวิตของชาวมอญบางกระดี่ที่สะท้อนถึงคำสอน คติความเชื่อทางศาสนาที่มีความสัมพันธ์กับงานจิตรกรรม และศิลปกรรมภายในวัด โดยการใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลวิจัยทางเอกสาร การวิจัยทางภาคสนาม รวมทั้งวิธีการสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดบางกระดี่ และช่างเขียนจิตรกรรม นำมาวิเคราะห์เนื้อหา แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเชื่อวิถีชีวิต และลักษณะผลงานวาดของช่างเขียนชาวมอญ โดยมีเป้าหมายคือ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมฝาผนังวัดบางกระดี่ เขียนขึ้นด้วยเทคนิคลายรดน้ำในรูปแบบจิตรกรรมไทยประเพณีร่วมสมัยที่ถูกออกแบบเรื่องราวใหม่ไม่ได้ยึดตามแบบอุดมคติเดิม ซึ่งงานจิตรกรรมมีเนื้อหาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตชาวมอญ รวมทั้งรูปแบบ และสัญลักษณ์ของชาวมอญสอดแทรกอยู่แต่ละเรื่องราว เพื่อสื่อให้ลูกหลานชุมชนมอญบางกระดี่เข้าใจในคำสอนของพุทธศาสนาตามที่ช่างเขียนชาวมอญได้นำเอาความเชื่อ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวมอญที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามาเป็นองค์ประกอบ และสอดแทรกสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงความเป็นชนชาติมอญออกมาผ่านการเล่าเรื่องสำคัญในพุทธศาสนาตามแบบอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวมอญ</p> ศุภกานต์ เหมริด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/275562 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา การเขียนโครงการเพื่อเสนอของบประมาณประจำปี ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277641 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรู้ความเข้าใจการเขียนโครงการ 2) สภาพปัญหาในการเขียนโครงการ และ 3) แนวทางแก้ไขปัญหาการเขียนโครงการเพื่อเสนอของบประมาณประจำปี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 177 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า(t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1)บุคลากรมีระดับความรู้ความเข้าใจการเขียนโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.24 ด้านที่มีระดับความรู้มากที่สุด คือ สามารถตั้งชื่อโครงการที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ย 3.87 ด้านที่มีระดับความรู้น้อยที่สุดคือ สามารถเขียนหลักการและเหตุผลของโครงการสอดคล้องกับชื่อโครงการ ค่าเฉลี่ย 2.70 2) ปัญหาในการเขียนโครงการ ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.10 ด้านที่มีปัญหามากที่สุด คือ ความรู้ความเข้าใจ ค่าเฉลี่ย 3.52 และด้านที่มีปัญหาน้อยที่สุด คือด้านบริหารจัดการ ค่าเฉลี่ย 2.90 <br />3) ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการเขียนโครงการ ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พบว่า ควรจัดประชุมบุคลากรเพื่อประชุมชี้แจงการจัดทำโครงการทุกครั้งที่มีการจัดสรรงบประมาณ จัดทำคู่มือการเขียนโครงการจัดฝึกอบรมบุคลากรในการเขียนโครงการและส่งเสริมบุคลากรเพื่อฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการเขียนโครงการและการวิเคราะห์งบประมาณ เพิ่มทักษะและประสิทธิภาพในการเขียนโครงการ</p> มานิตย์ กุศลคุ้ม, วันดี แสงขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277641 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 การสร้างสื่อเสริมสร้างความเข้าใจแนวทางการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277538 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะงานวิจัยที่ต้องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อวิเคราะห์รูปแบบในการสร้างแนวทางการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเพื่อพัฒนาแนวทางการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานมหาวิทยาลัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละผลการวิจัย พบว่า 1) ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะครุศาสตร์ ส่วนมากเป็นงานลิขสิทธิ์ ประเภทวรรณกรรม ประเภทจิตรกรรม สำหรับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร 2) ความรู้ความเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา อยู่ในระดับปานกลาง ควรมีการส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทงานทรัพย์สินทางปัญญา เอกสารการยื่นขอคุ้มครองฯ ระยะเวลาในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การเขียนข้อมูลเพื่อยื่นขอคุ้มครองฯ และการตระหนักรู้กฎหมายที่บังคับใช้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาด้วย 3) แนวทางการพัฒนาการขอยื่นคุ้มครองฯ โดย 3.1) จัดทำรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลาการดำเนินการยื่น เอกสารประกอบผ่านระบบสารสนเทศของสถาบันวิจัยและพัฒนา ในรูปแบบของการสร้างสื่อ การทำงานนำเสนอ หรือผังงาน ฯลฯ 3.2) เพิ่มช่องทางการส่งเอกสารประกอบการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบสารสนเทศของหน่วยงาน 3.3) จัดโครงการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเบื้องต้น สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร การเขียนข้อมูลการยื่นขอ 3.4) ประชาสัมพันธ์ช่องทางการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทรัพย์สินทางปัญญา 3.5) ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ IP ของมหาวิทยาลัย สร้างความเชี่ยวชาญเพื่อพัฒนางาน IP ให้เป็นระบบ ทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอนทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> ธมลวรรณ โกมลเมศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277538 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 ข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางตาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/279560 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางตาก และ 2) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมขวัญและกำลังใจดังกล่าว โดยประชากรสำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 คือ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางตากจำนวน 85 คน และสำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 คือ กลุ่มผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางตากอยู่ในระดับมาก (µ = 3.93) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ความสำเร็จในงาน ความมั่นคงในงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บรรยากาศในการทำงาน และความก้าวหน้าในงาน ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงาน เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและครอบครัว พัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน ส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพระบบการยกย่องผลงาน และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในทีม</p> วิทยา คำเครือ, พิษณุ บุญนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/279560 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์กร ต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัทผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งหนึ่ง ในเขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277319 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการทำงาน 2) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กร 3) เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจลาออก 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานฝ่ายผลิตในบริษัทผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 198 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อความพึงพอใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านลักษณะงานอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านหัวหน้างานอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านโอกาสในการเติบโต ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านเพื่อนร่วมงานอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2) ระดับความคิดเห็นต่อความผูกพันต่อองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยความผูกพันด้านการคงอยู่อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือความผูกพันตามหน้าที่อยู่ในระดับมาก และ<br />ความผูกพันทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลางตามลำดับ 3) ระดับความคิดเห็นต่อความตั้งใจลาออกโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 4) ความพึงพอใจในการทำงานทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน ด้านเพื่อนร่วมงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ ด้านโอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้า และด้านหัวหน้างาน และความผูกพันต่อองค์กรทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านความผูกพันด้านการคงอยู่ และด้านความผูกพันตามหน้าที่ ส่งผลเชิงลบต่อความตั้งใจลาออกอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> จตุรงค์ คงแก้ว, ศุภฤกษ์ สุขสมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277319 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/278310 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่คาดหวังของครูในการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ และ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงสำรวจใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 80 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ในภาพรวม คือ 0.18 โดยองค์ประกอบของการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านหลักสูตร รองลงมา คือ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านบทบาทของผู้บริหาร ด้านการประเมินผล และด้านวิธีการสอน ตามลำดับ 2) แนวทางการส่งเสริมการบริหารวิชาการตามแนวคิดโรงเรียนสร้างสรรค์ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้เรียน สร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เห็นคุณค่าความแตกต่าง ผู้บริหารจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพเหมาะสมและบรรยากาศการทำงานที่ดี มีการประเมินอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการหลากหลาย และร่วมกันค้นหาความสามารถผู้เรียน</p> ปทิตตา อ้วนล่ำ, สุดารัตน์ สารสว่าง, พร้อมพิไล บัวสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/278310 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการศึกษาการบัญชีแบบดิจิทัลในระดับอุดมศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280124 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการศึกษาการบัญชีแบบดิจิทัลในระดับอุดมศึกษา และ 2) ความพึงพอใจต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในมุมมองของอาจารย์ประจำหลักสูตร โดยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์เก็บข้อมูลจากอาจารย์ประจำหลักสูตรบัญชีบัณฑิตสถาบันการศึกษาของรัฐ สถาบันการศึกษาของเอกชน และสถาบันการศึกษาในกำกับของ<br />รัฐ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้รับแบบสอบถามตอบกลับที่มีข้อมูลครบถ้วนจำนวน 100 ชุด คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 25.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทั้งหกมีอิทธิพลทางบวกต่อประสิทธิผลของการศึกษาการบัญชีแบบดิจิทัลมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี การสนับสนุนจากองค์กร วัสดุและเครื่องมือทางการศึกษา และการฝึกอบรมและพัฒนาด้านดิจิทัล ตามลำดับ นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรมีความพึงพอใจต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ</p> จำนงค์ จันทโชโต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280124 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิต ระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/278480 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตระดับปริญญาตรี 2) ศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยกลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตระดับปริญญาตรี จำนวน 310 คน จากคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างตามสูตรของ (Yamane, 1973) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และระดับความคลาดเคลื่อน 5% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) สถิติ F-test โดยกำหนด<br />ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า นิสิตให้ความสำคัญต่อด้านมิตรภาพจากเพื่อนนิสิต ด้านการมีส่วนร่วมในสังคม ด้านความรับผิดชอบ ด้านการยอมรับจากสังคม และด้านรางวัลและผลตอบแทน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.127) (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.080) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.066) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.019) <br />( = 3.944) ในขณะเดียวกันนิสิตให้ความสนใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมด้านวิชาการ กิจกรรมด้านกีฬาและนันทนาการ และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.245) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.712) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.597) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.509) เช่นเดียวกัน สำหรับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา พบว่า เพศ ชั้นปี สาขาวิชา เกรดเฉลี่ย ต่างกัน มีการตัดสินใจ<br />เข้าร่วมกิจกรรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> ชนาภัทร คงสี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/278480 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Doc) ของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย สังกัดส่วนงานวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277878 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการปฏิบัติงาน 2) ศึกษาปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) เปรียบเทียบปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยทักษิณ สังกัดส่วนงานวิชาการ 15 หน่วยงาน จำนวน 257 ตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Proportional Stratified Random Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t-test ค่าสถิติ F-test (One-way ANOVA) โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปฏิบัติงานมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกับการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติงานได้จริง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.41) (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.27) ตามลำดับ ในขณะที่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =2.33) สำหรับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย จากการทดสอบ F-test พบว่า ระดับการศึกษา สถานภาพการทำงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน ต่างกัน มีปัญหาการใช้ระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และจากการทดสอบ t-test, F-test พบว่า ส่วนเพศ อายุ สายการปฏิบัติงาน และตำแหน่งงาน ต่างกัน มีปัญหาการใช้ระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> ปัญญาพร สันตะโร, ณิชา ตันติรักษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/277878 Mon, 12 Jan 2026 00:00:00 +0700