วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru <p>วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในกลุ่มนักวิชาการนักวิจัย และประชาชนผู้สนใจ เผยแพร่ผลงานปีละ 2 ฉบับ คือ มกราคม - มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม วารสารฯ มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยเชิงบูรณาการแบบสหวิทยาการที่มีการค้นพบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบตามหลักระเบียบวิธีวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการค้นพบนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การพัฒนา ชุมชน สังคม หรือใช้เป็นข้อมูลสำหรับประกอบการพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนาชุมชน สังคม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p> มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี th-TH วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2985-1262 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและบุคลากรท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> กลยุทธ์การสร้างตัวตนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กรณีศึกษาช่องยูทูบ “Jdumofficial” https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285827 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การสร้างตัวตน และการสื่อสารแบรนด์บุคคล<br />ของผู้ดำเนินรายการในช่องยูทูบ “Jdumofficial” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้กรอบแนวคิดการสร้าง<br />แบรนด์บุคคล และแนวคิดผู้ทรงอิทธิพลบนสื่อออนไลน์ เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา จากกลุ่มตัวอย่างคลิปวิดีโอในช่องยูทูบ “Jdumofficial” ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568 ที่มียอดการรับชมตั้งแต่ 200,000 ครั้งขึ้นไป จำนวน 20 คลิป ซึ่งเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ใน<br />การวิจัยคือแบบบันทึกการวิเคราะห์เนื้อหาที่พัฒนาขึ้นตามกรอบแนวคิดการประเมินใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว การเล่าเรื่อง ความสม่ำเสมอของเนื้อหา การสร้างความผูกพันกับผู้ติดตาม และบทบาทของการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ผลการวิจัยพบว่า ช่องยูทูบ “Jdumofficial” มีการสื่อสารแบรนด์บุคคลอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ รูปแบบการนำเสนอเนื้อหา ลักษณะการสื่อสารของผู้ดำเนินรายการ บุคลิกภาพและภาพลักษณ์ของผู้ดำเนินรายการ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์บุคคล และรูปแบบ<br />การมีส่วนร่วมของผู้ชม โดยร้อยเรียงภายใต้แนวคิดหลักคือ “บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่นำเสนอเนื้อหาฟุตบอลในเชิงสร้างสรรค์” ส่งผลให้ผู้ชมสามารถจดจำตัวตนของผู้ดำเนินรายการได้อย่างชัดเจน<br />และสร้างความแตกต่างจากช่องวิเคราะห์ฟุตบอลทั่วไป นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่า <br />กลุ่มตัวอย่างจำนวน 17 คลิป จาก 20 คลิป มีการใช้รูปแบบการเล่าเรื่องเชิงตลกขบขันและการสื่อสารที่เน้น<br />ความเป็นกันเองเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ตลอดจนการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้สร้างสรรค์เนื้อหา<br />จากช่องอื่น มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความหลากหลาย เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของรายการ และขยายเครือข่ายฐานผู้ติดตามบนสื่อออนไลน์ ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลยุทธ์การสร้างตัวตนที่ชัดเจน <br />และมีความสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างแบรนด์บุคคลบนแพลตฟอร์มออนไลน์</p> กฤษดากร ด้วงเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 1 17 การประกอบสร้างความหมายเชิงสัญญะและมายาคติ ของพรรคการเมืองผ่านบทเพลงหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285853 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสื่อสารของพรรคการเมืองผ่านบทเพลงหาเสียง รวมถึงการประกอบสร้างความหมายเชิงสัญญะและมายาคติของพรรคการเมืองผ่านบทเพลงหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ของพรรคการเมืองที่ผลิตผลงานเพลงเผยแพร่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 จำนวน 5 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรครักชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ <br />ผลการศึกษาพบว่า บทเพลงหาเสียง ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทางการเมืองผ่านองค์ประกอบหลัก <br />4 ส่วน ได้แก่ 1) ผู้ส่งสาร ที่ทำการเข้ารหัส (Encoding) อัตลักษณ์พรรค พรรคการเมืองในฐานะ “ผู้ส่งสาร” <br />ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้ให้ข้อมูลนโยบายสู่การเป็น “ผู้ประกอบสร้างสภาวะทางอารมณ์<br />และอัตลักษณ์” การนำบทเพลงหาเสียง สรุปได้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 พรรคการเมืองเน้นการสื่อสาร<br />อัตตลักษณ์ของพรรคการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญมืออาชีพ รูปแบบที่ 2 พรรคการเมืองเน้นการสื่อสารคุณค่าและอุดมการณ์ 2) เนื้อหาสาร การเปลี่ยนนโยบายที่เป็นนามธรรมให้เป็น “บทละครทางอารมณ์” (Affective Scripts) ผ่านกลยุทธ์การตอกย้ำเชิงวาทกรรม และมายาคติ 3) ช่องทางการสื่อสาร สมรภูมิหลักได้เคลื่อน<br />สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล (TikTok/Facebook) โดยพรรคการเมืองต้องปรับตัวตาม “บุคลิกของสื่อ” เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาในลักษณะกระแสไวรัลและ 4) ผู้รับสาร ที่ทำหน้าที่ถอดรหัส (Decoding) พร้อมทั้งยกระดับปฏิสัมพันธ์ไปสู่การสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยตนเอง (User-Generated Content: UGC) ซึ่งสะท้อนถึงพลวัตความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ในระบบนิเวศสื่อปัจจุบัน บทเพลงหาเสียง คือ <strong>“</strong>การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์” ที่ใช้กำกับบรรยากาศ <br />เพื่อสร้างความผูกพันเชิงอัตลักษณ์ มายาคติทางการเมือง (Political Myth) ให้กลายเป็นความจริงที่แนบเนียนผ่านสุนทรียภาพ โดยออกแบบท่อน Hook ให้สั้นและจำง่าย เพื่อให้สอดรับกับอัลกอริทึมของสื่อสมัยใหม่ ส่งผลให้บทเพลงหาเสียงทำหน้าที่เป็น “เพลงประกอบชีวิตการเมือง” ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว<br />ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัชชา พัฒนะนุกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 18 41 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285938 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมมิฟิเคชันต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ต่อจิตวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบรบือ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ 3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ และ 4) แบบสังเกตจิตวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (t-test Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 75.15 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.03 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.56 และ 3) จิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 99.33 ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.98 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.10</p> พิยะดา พรพา กนกอร คำผุย วุฒิพงศ์ รารัตน์ จารุณี เข็มพิลา รัตติกาล สารกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 42 57 แนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ชุมชนต้นแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/282046 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ชุมชนต้นแบบสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดกรณีศึกษาคือชุมชนวัดประยุรวงศ์ ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างอัตลักษณ์ชุมชนต้นแบบ 2) พัฒนาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์<br />อัตลักษณ์ชุมชนต้นแบบ และ 3) พัฒนาสัญลักษณ์ประจำชุมชนเพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดงาน<br />การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจาก<br />การสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 105 คน ประกอบด้วย ประธานชุมชนหรือตัวแทนชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจำนวน 5 คน ประชาชน<br />ในชุมชนจำนวน 50 คน และนักท่องเที่ยวจำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ค่าเฉลี่ย และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชน<br />วัดประยุรวงศ์เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในย่านกะดีจีน โดยมีวัด<br />ประยุรวงศาวาสวรวิหารเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชุมชนสะท้อนผ่านองค์ประกอบ<br />ทางสถาปัตยกรรม รูปทรง และลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะ การพัฒนาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างระบบอัตลักษณ์สามารถถ่ายทอดคุณค่าและลักษณะเฉพาะของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินผลงานออกแบบจากทั้งสามกลุ่มพบว่า ระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> แสนชัย ลิขิตธีรวุฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 58 71 คติชนการจัดการศพของชาวชุมชนสะดาวา จังหวัดปัตตานี : โครงสร้างหน้าที่และภูมิปัญญาในการธำรงสังคมมุสลิม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285732 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างหน้าที่ของคติชนการจัดการศพ <br />และเพื่อวิเคราะห์ภูมิปัญญาการธำรงสังคมมุสลิมของคติชนการจัดการศพของชาวชุมชนสะดาวา <br />จังหวัดปัตตานี ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม <br />ด้วยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน ร่วมกับการศึกษาค้นคว้าจากข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จาก<br />การเก็บรวบรวมข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยภายใต้กรอบแนวคิดในการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า คติชน<br />การจัดการศพของชาวสะดาวา มีโครงสร้างหน้าที่แบบชัดแจ้ง 3 ประการ ได้แก่ 1) การจัดการศพ<br />อย่างถูกสุขลักษณะ 2) การหวังผลบุญและความเมตตาจากอัลลอฮ์ และ 3) การแจ้งข่าวการตาย<br />ให้สมาชิกชุมชนทราบ หน้าที่ซ่อนเร้น 3 ประการ ได้แก่ 1) การสร้างความทรงจำที่ดีต่อผู้ตาย 2) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในระบบเครือญาติ และ 3) การสร้างความสามัคคีในชุมชน ผลการศึกษาภูมิปัญญา<br />การธำรงสังคมมุสลิม พบภูมิปัญญา 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) การควบคุมทางศีลธรรมด้วยหลักการแห่งอิสลาม <br />2) การรวมตัวเพื่อสร้างดุลยภาพ 3) การธำรงวัฒนธรรมท้องถิ่นของสังคมมุสลิม และ 4) การสร้าง<br />ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลการวิจัยสามารถใช้ออกแบบและพัฒนานโยบายทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยคติชนท้องถิ่น และเป็นการบันทึกข้อมูล<br />ทางวัฒนธรรมของชาวสะดาวาสำหรับการศึกษาเชิงอนุรักษ์</p> วาริด เจริญราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 72 95 ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280230 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา วิทยฐานะ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 186 คน โดยวิธีการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้<br />ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วยค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอันดับแรก คือ ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ รองลงมา คือ ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง อันดับสุดท้าย <br />คือ ด้านการวางแผนอัตรากำลัง และการกำหนดตำแหน่ง 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของครู<br />ต่อการบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 พบว่า จำแนก<br />ตามเพศ ระดับการศึกษา และวิทยฐานะ โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน <br />โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สิทธิชัย สุนา ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 96 112 ความสามารถในการพูดโน้มน้าวใจ: การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของนักศึกษาสาขาภาษาอังกฤษธุรกิจชาวไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285254 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการและรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพูดเพื่อการโน้มน้าวใจที่พึงประสงค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือนักศึกษาสาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ชั้นปีที่ 2-4 ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 66 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สำหรับด้าน ‘ความสามารถปัจจุบัน’ และ 0.93 สำหรับด้าน ‘ความสามารถที่คาดหวัง’ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นฉบับปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความต้องการในการพัฒนาความสามารถด้านการพูดโน้มน้าวใจในภาพรวมในระดับค่อนข้างสูง (PNI<sub>modified</sub>= 0.96) โดยพบว่าองค์ประกอบด้านเนื้อหาเป็นด้านที่มีความต้องการพัฒนาสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = 1.57) โดยเฉพาะเรื่องการให้เหตุผลเชิงตรรกะ (PNI<sub>modified</sub> = 1.77) รองลงมาคือองค์ประกอบด้านภาษา (PNI<sub>modified</sub> = 0.93) และองค์ประกอบด้านการนำเสนอ (PNI<sub>modified</sub> = 0.60) ตามลำดับ 2) ในด้านรูปแบบการเรียนรู้ นักศึกษาให้ความสำคัญกับบริบทการทำงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 1.59) และเป้าหมายด้านการสร้างรายได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 1.85) มากที่สุด โดยสถานการณ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการรีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอสั้น (ร้อยละ 80.30) และการขายสินค้าออนไลน์แบบถ่ายทอดสด (ร้อยละ 78.79) นอกจากนี้ อุปสรรคหลักของการเรียนรู้ออนไลน์ คือการขาดแรงจูงใจ (ร้อยละ 59.09) ในขณะที่การขาดความมั่นใจด้านเทคโนโลยีเป็นอุปสรรคที่พบน้อยที่สุด (ร้อยละ 6.06)</p> นพรัตน์ ปัญญาดิลกพงศ์ ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 113 128 ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280340 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอนกลุ่มเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำนวน 196 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ จากนั้นจึงทำการสุ่มอย่างง่ายในแต่ละเขตคุณภาพศรีมหาโพธิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วย ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ ทักษะด้านการสื่อสาร รองลงมา คือ ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ อันดับสุดท้าย คือ ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ผลการเปรียบเทียบ จำแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จำแนกตามอายุ และประสบการณ์การทำงาน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ศศิธร สืบต้อย ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 129 145 แนวทางการพัฒนาตลาดริมน้ำคลองแดนและชุมชนคลองแดน จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา จากพฤติกรรมและความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรมของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/284134 <p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการผลิตภัณฑ์ และบริการทางวัฒนธรรมของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาตลาดริมน้ำคลองแดน<br />และชุมชนคลองแดน ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย <br />การสัมภาษณ์นักท่องเที่ยว จำนวน 20 คน และใช้แบบสอบถามออนไลน์ กับนักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน และใช้แบบบันทึกผลการสังเกตการณ์จากการลงพื้นที่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ คณะผู้วิจัย<br />เน้นการวิเคราะห์แบบ Coding Analysis คือ การถอดรหัสตามที่กำหนดไว้ในแบบสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามประเด็น<br />ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Coding Framework) และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ คณะผู้วิจัยใช้โปรแกรมสถิติสําเร็จรูป ซึ่งสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า <br />1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเป็นแบบครอบครัว เพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจ โดยหาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ และใช้จ่าย ณ ตลาดริมน้ำคลองแดน 500 บาทต่อครั้ง นักท่องเที่ยวกลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อทุกด้าน<br />ในระดับมาก ยกเว้นด้านการแสดงกับด้านสื่อประชาสัมพันธ์ซึ่งมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง สำหรับ<br />ในประเด็นความต้องการแต่ละด้าน นักท่องเที่ยวมีความต้องการทุกด้านมากที่สุด ยกเว้นของที่ระลึกที่ต้องการในระดับมาก และ 2) แนวทางการพัฒนาตลาดริมน้ำคลองแดนและชุมชนคลองแดนที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ได้แก่ การส่งเสริมชูประเด็นอาหารพื้นถิ่นและกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างสะพาน สถานที่โดยรอบ และเส้นทางการเดินทาง และการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงนักท่องเที่ยว</p> กรกฎ จำเนียร เมธาวี จำเนียร ปฐมพงษ์ ฉับพลัน ทองพูล มุขรักษ์ ตมิสา ทิพยะ ภฤศสร ฤทธิมนตรี ซีมิค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 146 163 ผลของโปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียด ของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ในเขตบางขุนเทียน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/284709 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ในเขตบางขุนเทียน 2) เพื่อสร้างโปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ใน เขตบางขุนเทียน และ 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้โปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ใน เขตบางขุนเทียน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 138 คน ขั้นตอนการวิจัย ระยะที่ 1 ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิดทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 สร้างโปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียด ของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 3 ขั้นตอนทดลองใช้โปรแกรม โดยการดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ในเขตบางขุนเทียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ประเภท ได้แก่ 1) แบบวัดประเมินความเครียด กรมสุขภาพจิต (SPST-20) 2) โปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้การทดสอบที (t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ในเขตบางขุนเทียน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการศึกษาองค์ความรู้ในด้านจิตวิทยาโดยใช้แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความเครียดของลาซารัส และโฟล์คแมน การศึกษาองค์ความรู้ทางด้านพุทธธรรมในหลักธรรม สติปัฏฐาน 4 และโยนิโสมนสิการ และได้นำหลักจิตวิทยาและหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ในการสร้างโปรแกรมเชิงพุทธเพื่อลดความเครียด <br />ประกอบไปด้วย 7 กิจกรรม ได้แก่ 2.1 ปฐมนิเทศ เป็นการสร้างสติ สมาธิ พร้อมในการเรียนรู้ 2.2 รู้ตัว เตรียมใจ พิจารณาโดยแยบคาย ผลกระทบที่เกิดทุกข์ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 2.3 เปลี่ยนหอกเป็นดอกไม้ เรียนรู้ทุกข์ การมีทุกข์ รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ เข้าใจทุกข์ ดับทุกข์ ไม่เกิดทุกข์ 2.4 ฝึกใจให้ปล่อยวางและเบา ฝึกให้เห็นความจริง รู้จักตัวเอง เข้าใจผู้อื่น 2.5 ตะกอนธรรมนำชีวิต เรียนรู้หลักธรรมนำแนวทางนำชีวิต<br />สร้างความสุขยั่งยืน 2.6 จบไม่ให้เจ็บ ทบทวนประสบการณ์ ความประทับใจ เห็นความเมตตาที่มีเสมอ เห็นกรุณาที่มากไปเห็นหลักการใช้เข้าใจอุเบกขา 2.7 ปล่อยใจ ไปกับไฟ ไม่ว่าจะมีความสุข หรือจะทุกข์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตราบที่ยังมีลมหายใจเท่ากับยังมีโอกาส 3) ผลการใช้โปรแกรมเชิงพุทธ เพื่อลดความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ในเขตบางขุนเทียน คะแนนจากแบบวัดความเครียดก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 48.21 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 20.70 คะแนนหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.55 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.62 มีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ผลการวิเคราะห์พบว่า ในปัจจุบันการตระหนักรู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สามารถจัดการความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น</p> ณรงค์ศักดิ์ โชติพันธ์ุ พระครูภัทรธรรมบัณฑิต ประสิทธิ์ แก้วศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 164 180 สติในบริบทตะวันตก พัฒนาการ กลไก และการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสติในพุทธศาสนา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/285054 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายพัฒนาการของการฝึกสติในบริบทตะวันตกจากกรอบ <br />เวชศาสตร์พฤติกรรมสู่กระบวนการจิตบำบัดและการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต 2) สังเคราะห์แนวคิดเชิงกลไก<br />ที่ใช้อธิบายผลของ Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) และ Mindfulness-Based Cognitive Therapy (MBCT) 3) เปรียบเทียบแนวคิดสติในบริบทตะวันตกกับสติในเชิงพุทธในมิติเป้าหมาย กลไก <br />และฐานจริยศาสตร์ และ 4) เสนอข้อเสนอเชิงประยุกต์ในการใช้สติเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาวะเชิงป้องกันทั้งในบริบททางการแพทย์และการศึกษาทำความเข้าใจในเชิงพุทธ บทความนี้ใช้การทบทวนเชิงสังเคราะห์แบบบรรยายจากเอกสารวิชาการ งานวิจัยคลาสสิกเกี่ยวกับ MBSR และ MBCT งานวิจัยร่วมสมัย และเอกสารทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์พบว่า การฝึกสติในบริบทตะวันตกเริ่มจากการนำสติไปใช้<br />ในเวชศาสตร์พฤติกรรมเพื่อช่วยผู้ป่วยเรื้อรังจัดการความเจ็บปวด ความเครียด และการตอบสนอง<br />ต่อประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ ต่อมาขยายสู่กระบวนการจิตบำบัด โดยเฉพาะ MBCT ซึ่งมุ่งป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะซึมเศร้าผ่านกลไกการกำกับความสนใจ การถอนตัวออกจากความคิดอัตโนมัติ การยอมรับประสบการณ์ภายใน และการลดการคิดวนคิดซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับสติในเชิงพุทธ พบว่า สติในเชิงพุทธ<br />มิได้เป็นเพียงเทคนิคในการกำกับความสนใจหรือการลดอาการทางจิตใจเท่านั้น หากเป็นองค์ธรรมที่สัมพันธ์กับศีล สมาธิ และปัญญา มีฐานทางจริยธรรม และมีเป้าหมายเพื่อการเห็นความจริงตามเหตุปัจจัย อันนำไปสู่การคลายความยึดมั่นถือมั่นและการดับทุกข์ บทความเสนอว่า การประยุกต์ใช้สติในบริบทไทยควรบูรณาการความเข้มแข็งของรูปแบบตะวันตกด้านโครงสร้างโปรแกรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ากับความลึกซึ้ง<br />ของกรอบพุทธด้านจริยธรรมและปัญญา เพื่อให้สติเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาวะเชิงป้องกันที่เหมาะสม<br />ทั้งในบริบททางการแพทย์ การศึกษา การพัฒนาชีวิตอย่างรอบด้าน</p> ปิยะวัฒน์ เข็มทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 180 206 สิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมสู่การสร้างคุณค่า: แบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์จากสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมท่ามกลางภูมิทัศน์การแข่งขัน โซเชียลคอมเมิร์ซ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/286247 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนแนวคิดและกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตราสินค้า<br />จากสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรม วิเคราะห์กลยุทธ์ที่เหมาะสมในบริบทธุรกิจออนไลน์ และเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์กรณีศึกษา ซึ่งคัดเลือกจากองค์กรที่ได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติโดยแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย 3 แบรนด์ ได้แก่ PAÑPURI, Jim Thompson และ THANN <br />ผลการวิเคราะห์พบแนวทาง 3 ประการ ที่นำไปสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1) การเลือกสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรม<br />ที่มีความลึกมากกว่าความกว้าง 2) การสร้างความสอดคล้องระหว่างสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรม คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ผู้บริโภคในทุกช่องทาง 3) การลงทุนใน การเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัล (Digital Storytelling) <br />ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม และการสร้างการพาณิชย์เชิงชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community-Centric Commerce) ที่เปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็นผู้เผยแพร่แบรนด์โดยธรรมชาติ การรักษาความสอดคล้องของอัตลักษณ์แบรนด์ โดยสามารถสรุปได้ว่า สิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างที่ยากต่อการเลียนแบบในตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ความรับผิดชอบต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว และควรมีการศึกษาเชิงประจักษ์ของสิ่งบ่งชี้นั้นอย่างมีความลึกอย่างแท้จริงและเชื่อมโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทโซเชียลคอมเมิร์ซ<br />อย่างยั่งยืนต่อไป</p> ไชยสิทธิ์ ชาญอาวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 207 221 ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการสาธารณะของ องค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/284715 <p> การศึกษาเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง ในมิติด้านคุณภาพ 4 ด้าน คือ ด้านขั้นตอนการให้บริการ ด้านช่องทางการให้บริการ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และ 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง ในการให้บริการ 5 ภารกิจ คือ งานด้านรายได้หรือภาษี งานด้านการศึกษา งานด้านป้องกันบรรเทาสาธารณภัย งานด้านสาธารณสุข งานด้านพัฒนาชุมชน<br />และสวัสดิการสังคม และ 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคเพื่อหาแนวทางพัฒนาการให้บริการ ประชากรที่ศึกษาเป็นประชาชนที่มารับบริการ จำนวน 400 คน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่าประชาชนที่มารับบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง มีความพึงพอใจต่อการให้บริการ 5 ภารกิจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 คิดเป็นร้อยละ 95.45 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.50 โดยข้อเสนอแนะ<br />ให้เพิ่มช่องทางการให้บริการทางออนไลน์ การออกไปรับบริการนอกสถานที่ ให้ลดขั้นตอนการบริการ<br />เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขอรับบริการ และให้ขยายการให้บริการที่ตอบสนองกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ</p> ศิริกุล บัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 222 233 แนวทางการพัฒนาการให้คำปรึกษา เพื่อความสำเร็จของนิสิตในการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ที่เน้นวิจัย: กรณีศึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาหลักหนึ่งราย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/287184 <p>การวิจัยกรณีศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์ตามกรอบ SWOT กับความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตและ 2) เพื่อกำหนดแนวทางหรือกลยุทธ์ในการพัฒนาการให้คำปรึกษาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และโอกาสความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก (สายวิจัย) จำนวน 1 ราย และผู้ให้ข้อมูลคือบัณฑิตที่เคยเป็นผู้รับคำปรึกษาในช่วง<br />ปีการศึกษา 2562–2568 จำนวน 18 ราย ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แบบมาตรประมาณค่า และคำถามปลายเปิด โดยเครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่น (α) อยู่ระหว่าง 0.613–0.940 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย (r) และขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า จุดแข็ง (Strengths) และโอกาส (Opportunities) มีความสัมพันธ์ทางบวก ในระดับสูง และมีขนาดอิทธิพลในระดับมากกับความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต ขณะที่จุดอ่อน (Weaknesses) และอุปสรรค (Threats) มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางถึงสูง และมีขนาดอิทธิพล<br />ในระดับปานกลางถึงมากกับความสำเร็จดังกล่าว นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และการจัดทำ TOWS Matrix พบว่า สามารถพัฒนาเป็นกลยุทธ์การให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้ 4 กลยุทธ์ รวม 16 กิจกรรม แม้ว่างานวิจัยนี้จะเป็นการศึกษาเฉพาะกรณี แต่ผลการวิจัยได้เสนอแนวทางเชิงประยุกต์ ที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาการให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์ และเป็นฐานสำหรับการศึกษาวิจัยในอนาคต</p> โกศล มีคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 234 245 หลักภาวนา 4 กับชีวิตประจำวัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journaldru/article/view/280083 <p>บทความวิชาการเรื่อง หลักภาวนา 4 กับชีวิตประจำวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อการประยุกต์ใช้หลักธรรมภาวนา 4 ในการพัฒนาทางกาย และจิตใจในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า<br />ตามแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ทำการสรุปผล และวิเคราะห์ผล พบว่า หลักภาวนา 4 เป็นหลักธรรมในการฝึกสติในพระพุทธศาสนาซึ่งประกอบด้วยการฝึกสติในด้านต่าง ๆ เพื่อลดการยึดติดและพัฒนาจิตใจให้มั่นคง<br />และเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตอย่างชัดเจนซึ่งมีความสำคัญในการฝึกภาวนา และพัฒนาตนจนบรรลุคุณสมบัติต่าง ๆ ตามหลักภาวนา 4 จึงเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การยกย่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติธรรม และการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการแสดงออกถึงความมีสติในการกระทำ ความเมตตาในความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และทำให้เกิดปัญญาเพื่อการเผชิญกับความท้าทายของชีวิต ในชีวิตประจำวันของสังคมในปัจจุบัน ผู้คนต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมายซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตในหลากหลายมิติ <br />ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านี้มักนำไปสู่ความเครียด ความไม่เท่าเทียม และการลดลงของคุณภาพชีวิตโดยรวม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างรอบด้านจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน และสร้างสังคมที่มั่นคง เป็นธรรม และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น การนำหลักธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในยุคปัจจุบัน เป็นความท้าทายที่ต้องมีการปรับตัวอย่างเหมาะสมและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเจตนาที่แท้จริงในเบื้องหลังหลักธรรมะเหล่านี้ เพื่อให้สามารถนำประโยชน์สูงสุดมาใช้ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา<br />ได้อย่างเต็มที่</p> ณัฐธชา บุญศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 20 1 246 261