การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา

Main Article Content

พรทิพย์ เครือแสง
วิโรฒน์ ชมภู
วทัญญู นาวิเศษ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาการงานอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา  ปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี จำนวน 24 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2) แบบประเมินทักษะการคิดแก้ปัญหา (3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า


               (1) ทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาการงานอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก ( = 3.55, S.D. = 0.35) (2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65, S.D. = 0.24)

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เครือแสง พ., ชมภู ว., & นาวิเศษ ว. (2026). การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา. วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 9(2), 120–133. https://doi.org/10.2774.EDU2026.2.285785
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

วิโรฒน์ ชมภู, อาจารย์, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา

อาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2552. กรุงเทพฯ: ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กิตติพร พรเกียรติคุณ, กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล, แสงเดือน เจริญฉิม และทำนุ ปัตพี. (2565). การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 12(3), 51-62.

ฐิฏิภัทร์ เดชพิพัฒน์วรกุล, กฤษณา คิดดี และศิริรัตน์ เพ็ชร์แสงศรี. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานสะตีมเป็นฐานด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 25(1), 117-130.

นันทวัฒน์ ปานแก้ว, สุภาพร จันทร์เจริญ และวิไลวรรณ สังข์ทอง. (2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา เรื่อง พลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 15(1), 268-281.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2551). การคิดวิเคราะห์ เล่ม2. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง.

พันเพชร เชยแจ้ง, ณัฎฐ์วัฒน์ ผิวเหลือง, ภัทรฉัตร บุญเทียม และพงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ. (2565). สะตีมศึกษากับการพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์. วารสารเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้, 5(2), 70-80.

ไพฑูรย์ สินลารัตน์, สุมน อมรวิวัฒน์, ทิศนา แขมมณี, สิริภักตร์ ศิริโท, ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์, ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ์, อุทัย ดุลยเกษม, พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพรรณี เกษกมล. (2558). ศาสตร์การคิด. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี. (2566). รายงานการประเมินตนเอง (Self Assignment Report : SAR) โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี ปีการศึกษา2566. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2568, จาก https://drive.google.com/drive/folders/1etLBepBhll1hKzvcV7mjajAvfEiKLHea

วราภรณ์ สารรัตน์, พรชัย หนูแก้ว และกรัณย์พล วิวรรธมงคล. (2567). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับบริบทท้องถิ่นและชุมชน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มมร วิทยาเขตอีสาน, 5(1), 232-243.

สุภาพร ศรีสวัสดิ์, นิภา จันทร์เพ็ญ และสมชาย ประดับเพชร. (2565). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง อาหารและโภชนาการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 33(2), 156-171.

สุวิทย์ มูลคำ. (2551). ครบเครื่องเรื่องการคิด. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2567). รายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2566. กรุงเทพฯ: ซีดี มีเดีย ไกด์.

Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: Creating excitement in the classroom. Washington, DC: The George Washington University.

Dewey, J. (1933). How we think. Boston: D.C. Health.

Guilford, J. P., & Hoepfner, R. (1971). The analysis of intelligence. New York: McGraw-Hill Book. Korea Foundation for the Advancement of Science and Creativity (KOFAC). (2012). Policy directions of STEAM education: Introductory training of KOFAC STEAM. Seoul, Korea: Foundation for the Advancement of Science and Creativity.

National Research Council. (2012). A Framework for K-12 Science Education: Practices, Crosscutting Concept, and Core Ideas. Committee on New Science Education Standards, Board on Science Education, Division of Behavioral and Social Science and Education. Washington DC: National Academy Press.

Piaget, J. (1972). The psychology of the child. New York: Basic Books.

Weir, J. J. (1974). Problem Solving is Every body's Problem. The science Teacher, 4(4), 595-603.

Yakman, G. (2008). STEAM Education: an overview of creating a model of integrative education. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2568, จาก https://www.academia.edu/8113795/STEAM Education an overview of creating a model of integrative education

Yakman, G., & Lee, H. (2012). Exploring the exemplary STEAM education in the U.S. as a practical educational framework for Korea. Journal of the Korean Association for Science Education, 32(6), 1072–1086.