การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางทฤษฎีดนตรีและโสตทักษะสำหรับเตรียมความพร้อมในการเรียนระดับอุดมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทฤษฎีดนตรีและโสตทักษะก่อนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ที่สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านดนตรีและโสตทักษะของผู้เรียน เพื่อต่อยอดการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นของหลักสูตรทางด้านดนตรีระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต คณะ
ดุริยางคศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 54 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการทดสอบก่อนเรียน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มทดลอง 27 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบฝึกหัดทักษะทางทฤษฎีดนตรีสำหรับเตรียมความพร้อมในการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2) แบบฝึกหัดทักษะทางโสตทักษะสำหรับเตรียมความพร้อมในการศึกษาระดับอุดมศึกษา 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน วิชาทฤษฎีดนตรี และ 4) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน วิชาโสตทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Means) ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยพบว่า
1) เนื้อหาของแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะทางทฤษฎีดนตรีและโสตทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนระดับอุดมศึกษา แบ่งออกเป็น 2 วิชา โดยทฤษฎีดนตรี ประกอบด้วย 6 เนื้อหา และโสตทักษะ ประกอบด้วย 5 เนื้อหา 2) การทดลองใช้แบบฝึกหัดด้วยการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนเตรียมความพร้อมผ่านกลุ่มทดลอง แบบฝึกหัดทฤษฎีดนตรี ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนด้วยแบบฝึกหัดทฤษฎีดนตรีกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับแบบฝึกหัดโสตทักษะ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนด้วยแบบฝึกหัดโสตทักษะกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การวิเคราะห์ผลทางสถิติ ความแตกต่างหรือเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มทดลอง ซึ่งใช้แบบฝึกหัด และกลุ่มควบคุม ซึ่งไม่ใช่แบบฝึกหัด โดยวิชาทฤษฎีดนตรี กลุ่มทดลองมีการทักษะเพิ่มสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และวิชาโสตทักษะ กลุ่มทดลองมีการทักษะเพิ่มสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
คณิศร ศรีประไพ (2555). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ทิศนา แขมมณี. (2540). การวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สมชาย รัตนทองคำ. (มิถุนายน 2556). ทฤษฎีการเรียนรู้ของนักการศึกษาที่มักถูกนำมาใช้พัฒนาด้านการเรียนการสอน. เอกสารประกอบการสอน 475788 การสอนทางกายภาพบำบัด, ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สมพร ตอยยีบี. (2554). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์เทเรซา หนองจอก กรุงเทพฯ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาการมัธยมศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2543). การนิเทศเพื่อส่งเสริมระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กรมการศาสนา.
วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. (2564). ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อัญชิษฐา ปิยะจิตติ. (2561). เทคนิคการอ่านสัญลักษณ์จังหวะของโคดาย ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านค่าโน้ตสากล โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง. สืบค้นจาก http://nakhonnayok.dusit.ac.th/wp-content/
uploads/2019/12/บทความวิชาการ-เกด.pdf
Aebersold, J. (1989). Jazz ear training. Jamey Aebersold Jazz, Inc.
Benward, B. and Saker, M. (2009). Music in theory and practice Volume I. Eighth Edition. New York: McGraw-Hill.
Blix, H.S. (2014). Learning strategies in ear training retrieved from https://nmh.brage.unit.no/nmh-xmlui/handle/11250/274211
Kostka, S. and Payne, D. (2009). Tonal Harmony. Sixth Edition. New York: McGraw-Hill.
Kostka, S. and Payne, D. (2004). Workbook for Tonal Harmony. Fifth Edition. New York: McGraw-Hill.
Levine, M. (1995). The Jazz Theory Book. California: Sher Music.
Rogers, M.R. (2004). Teaching Approaches in Music Theory. Illinois: Southern Illinois University Press.
Schuler, N. (2020). Modern approaches to teaching sight singing and ear training, Visual Arts and Music. Vol.6, N.2, pp 83-92.