การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้าน 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้าน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจหลังจากจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1) ผลการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ได้จำนวน 12 แผน มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8 ที่ได้รับการจัด การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8 หลังจากจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กมล โพธิเย็น. (2564). Active Learning: การจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 19(1): 11 - 28.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กาญจนา จันทร์ช่วง. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร). มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
กุลิสรา จิตรชญาวณิช. (2562). การจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จรัสศรี พัวจินดาเนตร. (2560). หลักกิจกรรมพื้นฐานการงานอาชีพสำหรับครู. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
จินดารัตน์ โพธิ์นอก. (2557). ห้องเรียนกลับทาง. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2566, จาก https://d.dailynews.co.th/article/217005/.
ไชโย อ่อนสกุล, อาลัย จันทร์พาณิชย์, และภาราดร แก้วบุตรดี. (2566). การพัฒนาชุดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง อำนาจอธิปไตย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร. วารสารบวรพัฒน์. 1(3): 1 - 18.
ณัฐสิทธิ์ พรมมีบุตร, วรเวช ศิริประเสริฐศรี, และทัชชวัฒน์ เหล่าสุวรรณ. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา เรื่อง หลักธรรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4. วารสารสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. 5(3): 84 - 93.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
พัชรินทร์ คำเปรม. (2564). รายงาน: ถึงเวลา..ยกเครื่อง หลักสูตร ‘ปวศ.-หน้าที่พลเมือง’. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2566, จาก https://www.matichon.co.th/education/news_2689548.
พาขวัญ ศรีธรรมชาติ. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน. วิทยานิพนธ์์ครุศาสตรมหาบััณฑิิต (หลักสูตรและการสอน). มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.
พิศุทธิภา ศรีธรรมมา, สาวิตรี เถาว์โท, และเกริกไกร แก้วล้วน. (2566). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องภูมิศาสตร์กายภาพประเทศไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน. วารสารพิชญทรรศน์. 17(2): 107 - 119.
รวีวรรณ วงค์เดชานันทร์. (2562). การพัฒนาและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา. วารสารมหาจุฬาคชสาร. 11(1): 25 - 35.
โรงเรียนสิงห์บุรี. (2566). ข้อมูลนักเรียน. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2566, จาก https://data.boppobec.info/web /index_view_stu.php?School_ID=1017610141&Edu_year=2566&p=y.
ล้วน สายยศ, และอังคณา สายยศ. (2553). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 11). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
วัชรพล วิบูลยศริน. (2561). วิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิจารณ์ พานิช. (2556). ครูเพื่อศิษย์สร้างห้องเรียนกลับทาง. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์.
วีรวิชญ์ บุญส่ง, น้ำทิพย์ ฤๅชัย, และสุนทร อ่อนฤทธิ์. (2566). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชาสหกรณ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพัฒนานิคม. วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. 6(3): 63 - 76.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555). การวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชัน.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2557). แนวทางการจัดการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติมหนาที่พลเมือง. (ม.ป.ท.).
โสภิตญดา จันโทศรี, และลักขณา สุกใส. (2565). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านวิชาเศรษฐศาสตร์หน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารมจร อุบลปริทรรศน์. 7(2): 115 - 126.
Bergmann, J., & Sams, A. (2012). Flip Your Classroom: Reach Every Student in Every Class Every Day. Washington DC: ISTE.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of Psychological Testing. (5th ed.). New York: Harper Collins Publishers.
Flipped Learning Network (FLN). (2014). The Four Pillars of F-L-I-P™. Retrieved 15 November 2023, from https://flippedlearning.org/definition-of-flipped-learning.
Good, C. V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill.
Kuder, G. F., & Richardson, M. W. (1937). The Theory of The Estimation of Test Reliability. Psychometrika. 2(3): 151 - 160.
Likert, R. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. In Reading in Fishbeic, M (Ed.), Attitude Theory and Measurement. New York: Wiley & Son.
Melo, A. J., Hernandez-Maestro, R. M., & Munoz-Gallego, P. A. (2017). Service Quality Perception, Online Visibility, and Business Performance in Rural Lodging Establishments. Journal of Travel Reasearch. 56(2): 250 - 262.