ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
คำสำคัญ:
ปัจจัยการบริหาร, แรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูบทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษา จำนวน 293 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านงบประมาณและทรัพยากร รองลงมาคือ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน และด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมของโรงเรียน ตามลำดับ 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือ ด้านความสำเร็จของงาน ด้านลักษณะของงาน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านโอกาสก้าวหน้า และด้านความรับผิดชอบ ตามลำดับ 3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย เท่ากับ 0.724 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถทำนายแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูได้ ร้อยละ 72.4 และได้สมการถดถอย คือ Y ̂=0.76 + 0.84X หรือ Z ̂y=0.85ZX
เอกสารอ้างอิง
กนกเนตร คำไพ. (2566). ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร].
กัญภร เอี่ยมพญา และคณะ. (2564). การจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์, 8(1), 352–360.
กิตติ สมอุ่มจารย์. (2565). แรงจูงใจในการบริหารสถานศึกษาและการบริหารสถานศึกษาศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย].
จิรกาญจน์ แผนกุล และคณะ. (2567). โมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, 6(1), 170–187.
ณรงค์ ศรีเมืองทอง และคณะ. (2558). สภาพปัญหาความต้องการของแรงจูงใจภายใน/ภายนอก และสวัสดิการของพนักงานที่ปรึกษางานขาย PC และพนักงานที่ปรึกษาด้านความงามของบริษัทโมเดิร์ส คาสอินเตอร์เนชั่นแนลคอสเมติกส์จำกัด. วารสารวิชาการ, 8(2), 1923-1938.
ธีรนาถ พุ่มเกิด. (2567). Future: แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก จากปัจจุบันถึงไม่เกิน 10 ปี. สืบค้นจาก https://cimjournal.com/doctor-life/future-world-trends-2030/
นิราวัลย์ ศรีทอง. (2563). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่บางพระ [งานนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา].
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). หลักการวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาส์น.
ภูวิศ สิงสีดา และคณะ. (2565). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3. วารสารบัณฑิตศึกษา, 19(85), 97–109.
สุขพิชัย คณะช่าง. (2568). คู่มือการสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมคุณค่าของทีมงาน. สืบค้นจาก https://brightsidepeople.com/
สุธีรา บุญพรวงศ์ และคณะ. (2566). ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ, 24(1), 49–74.
สุภารัตน์ กุลโชติ. (2566). แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา [สารนิพนธ์รัฐประศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์].
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2567). รายงานผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
