การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1

Main Article Content

นพวรรณ แก้วเกิด
ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่
สุเวศ กลับศรี

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยมีขั้นตอนการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาด้วยการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 258 คน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนาใช้แบบประเมินกับผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 33 คน และทำวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา


ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา ดังนี้ (1) การมีวิสัยทัศน์ร่วม ผู้บริหารมีการกำหนดเป้าหมายและภาพอนาคตร่วมกันอย่างชัดเจน (2) การกระตุ้นทางสติปัญญา ผู้บริหารมีการกระตุ้นให้ผู้ตามเกิดความคิดสร้างสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (3) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ผู้บริหารประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ตามและผู้บริหารส่งเสริมให้คณะครูเข้าร่วมการประชุม อบรม และสัมมนาเกี่ยวกับหลักสูตร (4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้บริหารมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างสนใจ (5) การสร้างแรงบันดาลใจ ผู้บริหารช่วยโน้มน้าวให้ผู้ตามมองข้ามประโยชน์ของตนเอง เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์กร 3) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แก้วเกิด น., สมเขาใหญ่ ธ., & กลับศรี ส. (2026). การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 13(2), 384–396. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDMCU/article/view/285047
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกลฯ (DL-ICT) สพป.นครศรีธรรมราช เขต 1. (2567). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา. แหล่งที่มา http://www.nst1.go.th/?page_id=782 สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2567.

จุฑามาศ แสงนิล. (2566). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในกลุ่มอำเภอกุยบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏขอนแก่น.

ทัชชกร แสงทองดี. (2561). คุณลักษณะภาวะผู้นําเชิงพุทธ. วารสารวิจัยวิชาการ. 1(3). 137–149.

เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2560). ผู้บริหารกับหลักทุติยปาปณิกสูตร. กรุงเทพมหานคร: เซ็นทรัลเอ็กซ์เพรส.

พรชัย เจดามาน. (2562). การบริหารจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล. สกลนคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏ.

พระครูปลัดสันติ ขนติธโร. (2564). แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของเจ้าสำนักศาสนาศึกษาพระปริย์ติธรรมแผนกธรรรม จังหวัดสมุทรปราการ. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหาวัฒนะชัย ชยวฑฒโน. (2565). แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดหนองคาย. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พิมพ์พร วงศ์อนุสิทธิ์. (2564). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสตรีที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

วุฒินันท์ โพหะดา. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ศูนย์เครือข่ายลุ่มน้ำสายบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาราชภัฏยะลา.

สมบุญศิลป์ รุ่งธรรม. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนิสิตครูสาขาวิชาการจัดการเรียนรู้ ชั้นปีที่ 4. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.