แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักพุทธจิตวิทยาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักพุทธจิตวิทยาของนักเรียนระชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักพุทธจิตวิทยาของนักเรียนระชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นนักเรียน จำนวน 159 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิจัยพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักพุทธจิตวิทยาของของนักเรียนระชั้นประถมศึกษาตอนปลายโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านวิมังสา พิจารณาไตร่ตรอง ด้านฉันทะ มีใจรัก ด้านจิตตะ ความเอาใจใส่ และด้านวิริยะ พากเพียรทำ ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักพุทธจิตวิทยาของของนักเรียนระชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) ด้านฉันทะ มุ่งเน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายและสอดแทรกหลักธรรมคำสอน เพื่อสร้างความพอใจและปลูกฝังนิสัยรักในการเรียน ทำให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจและมีความสุขกับการเรียนรู้ (2) ด้านวิริยะ มุ่งเน้นการส่งเสริมความเพียรพยายามและความกล้าที่จะลงมือปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนสามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหาและมุ่งมั่นดำเนินงานจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย (3) ด้านจิตตะ มุ่งเน้นการสร้างความรับผิดชอบและความเอาใจใส่ต่องานที่ได้รับมอบหมาย ฝึกฝนให้มีสมาธิจดจ่อ แน่วแน่ และไม่ปล่อยปละละเลยหน้าที่ (4) ด้านวิมังสา มุ่งเน้นการใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง และรู้จักวิเคราะห์ตรวจสอบสาเหตุของผลการเรียนรู้ด้วยเหตุผล มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจนและรอบคอบในการทำงาน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
จารุมาศ เรืองสุวรรณ. (2558). การสังเคราะห์แบบจำลองการสอนวิชาชีพช่างตามหลักอิทธิบาท 4 ของพลทหารในส่วนสนับสนุนกองบัญชาการทองทัพบก. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ดลฤดี ไชยศิริ. (2562). การส่งเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับแนวคิดเกมิฟิเคชัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาสปีที่ 4 โรงเรียนผดุงนารี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
บุญเลิศ คำปัน และคณะ. (2566). การใช้กิจกรรมแนะแนวเพื่อเพิ่มแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
พระมหาธานินทร์ ฐิติวีโร (อินทวี). (2545). การศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา : ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย. (2559). รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10. วารสารวิชาการปัญญปณิฐาน, 8(1), 15-28.
Best W. John. (1997). Research in Education. Boston MA: Allyn and Bacon.
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.