ศึกษาความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียน โรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมวิธี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 จำนวน 155 รูป ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้อำนวยการและครูแนะแนวของโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 จำนวน 6 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, One-way ANOVA การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 ภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านบริการเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านบริการติดตามผล ด้านบริการให้คำปรึกษา ด้านบริการสารสนเทศ และด้านบริการจัดวางตัวบุคคล ตามลำดับ และความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลุ่ม 13 ภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านบริการจัดวางตัวบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านบริการสารสนเทศ ด้านบริการให้คำปรึกษา ด้านบริการเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านบริการติดตามผล ตามลำดับ 2) นักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 ที่มีอายุ ระดับชั้น และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน มีความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนนักเรียนที่มีพรรษาแตกต่างกัน มีความต้องการและความคาดหวังต่อการให้บริการแนะแนวโดยรวม ไม่แตกต่างกัน และ 3) ความเชื่อมั่นในตนเอง แรงจูงใจ ทัศนคติในการพัฒนาตนเอง และคุณภาพการให้บริการ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการและความคาดหวังต่อ การให้บริการแนะแนวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่ม 13 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
ชลี จันทรังษี. (2566). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร. วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ, 12(45), 307-317.
มนตรี อินตา, สุพัตรา สกุลศรีประเสริฐ และมนทกานต์ เมฆรา. (2561). การแนะแนวกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของวัยรุ่น. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 11(2), 2513-2530.
รัตนวัชร์ เพ็ญรัตนหิรัญ. (2563). การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนางานบริการแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 31(2), 110-131.
วนัญญา แก้วแก้วปาน. (2565). การศึกษาการจัดบริการแนะแนวเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี, 33(1), 111-125.
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Omosule. (2013). The ideal guidance and counselling unit for a university of the 21st century. From http://www.oauife.edu.ng/ Retrieved January 25, 2025.