ความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง ตามแนวคิดสมรรถนะเชิงปฏิสัมพันธ์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง ตามแนวคิดสมรรถนะเชิงปฏิสัมพันธ์ เป็นการวิจัยเชิงบรรยายโดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้อํานวยการสถานศึกษาและครู จำนวน 45 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจําเป็น(PNImodified)
สรุปผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารวิชาการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง ตามแนวคิดสมรรถนะเชิงปฏิสัมพันธ์พบว่า สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจําเป็น พบว่า ด้านการการพัฒนาหลักสูตรมีความต้องการจําเป็นมากที่สุด (PNImodified = 0.513) รองลงมาเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ (PNImodified = 0.474) และด้านวัดและประเมินผล(PNImodified = 0.461)
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). รายงานสถานการณ์การศึกษาไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
น้ำเพชร ปฐพีทอง และ พงษ์ลิขิต เพชรผล. (2565). ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 9(3), 122.
โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง. (2567). แผนพัฒนาคุณภาพ โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง พ.ศ. 2567-2570. สมุทรปราการ: โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2565). จุดเน้นการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). รายงานการศึกษาไทย ปี พ.ศ. 2560. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
Best, J. W. (1981). Research in education. 4th ed. Prentice-Hall.
IMD World Competitiveness Center. (2009-2016). IMD world competitiveness yearbook 2009-2016. IMD.
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Makhlouf, M. (2022). Interactional competence in L2 classroom discourse: A conversation analytic approach. Language Teaching Research, 26(3), 432-456.
Moorhouse, B. L., Li, Y. and Walsh, S. (2023). E-classroom interactional competencies: Mediating and assisting language learning during synchronous online lessons. RELC Journal, 54(1), 114-128.
Subuhana, C. (2023). Developing interactional competence through classroom discourse: A systematic review. Applied Linguistics Review, 14(2), 145-168.
Tai, K. W. H. (2024). Classroom interactional competence in an English medium instruction mathematics classroom: A creation of a technology-mediated translanguaging space. Linguistics and Education, 90.
Walsh, S. (2012). Conceptualising classroom interactional competence. Novitas-ROYAL, 6(1), 1-14.
Walsh, S. (2013). Classroom discourse and teacher development. Edinburgh University Press.
WIDA Consortium. (2024). English language proficiency assessment reports. WIDA.
Yahyazadeh, A., Amirian, Z. and Bagheri, M. S. (2014). Active learning for interactive EFL classes. English Language Teaching, 7(11), 127-135.
Young, R. F. (2000). Interactional competence: Challenges for validity. Applied Linguistics, 21(3), 366-377.