การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยมีตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 343 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้น ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อํานวยการกลุ่มบริหารวิชาการหรือหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครู โรงเรียนละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 1,029 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้รับแบบสอบถามคืนกลับมา คิดเป็นร้อยละ 83.67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNIModified)
สรุปผลการวิจัย พบว่า การจัดลำดับความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านที่มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด คือ การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การบริหารวิชาการทั้ง 3 ด้าน มีคุณลักษณะตามแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุดเหมือนกัน คือ ความรู้สึกเชิงบวกและลบ และความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย ตามลำดับ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
กมล ภู่ประเสริฐ. (2554). การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ทิปส์พับบลิเคชั่น.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริการและการจัดการศึกษา พ.ศ. 2550. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
จิราภรณ์ แสงอรุณ. (2564). การประเมินผลการเรียนรู้เชิงองค์รวมกับความสุขในการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา. วารสารวิจัยทางการศึกษา, 17(2), 45-60.
ชาญวิทย์ เทียนสุวรรณ. (2565). การออกแบบการเรียนรู้เชิงความหมายกับความสุขของนักเรียนมัธยมศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 45(1), 45–58.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). การบริหารวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมกรุงเทพ.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542). ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนที่ 74 ก หน้า 1. (19 สิงหาคม 2542).
พิชัย เสงี่ยมจิต. (2541). เอกสารการสอนบริหารวิชาการขอบข่ายงานวิชาการ. อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี.
เพ็ญศรี เจริญพานิช. (2562). การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ส่งเสริมความสุขของนักเรียนมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 -2579. กรุงเทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟิค.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานการศึกษาของชาติ 2561. กรุงเทพมหานคร: 21 เซ็นจูรี่.
สิริพรรณ พงษ์พิทยากุล. (2562). การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา. วารสารครุศาสตร์, 47(3), 89-104.
สุกัญญา แช่มช้อย. (2565). การบริหารวิชาการที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคพลิกผัน. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวิมล ว่องวานิช. (2550). การวิจัยประเมินความต้องการจําเป็น. กรุงเทพมหานคร: ธรรมดาเพลส.
Alqefari, A. (2010). A Study of Programmes for Gifted Students in The Kingdom OF Saudi Arabia. The Kingdom OF Saudi Arabia: Brunel University. From http://bura.brunel.ac.uk/bitstream/2438/4618/1/FulltextThesis.pdf Retrieved January 10, 2023.
Black, P. and Wiliam, D. (1998). Assessment and classroom learning. Assessment in Education: Principles, Policy & Practice, 5(1), 7–74.
Diener, E., Oishi, S. and Tay, L. (2018). Advances in subjective well-being research. Nature Human Behaviour, 2(4), 253–260.
Diener, E., Suh, E. M., Lucas, R. E. and Smith, H. L. (1999). Subjective well-being: Three decades of progress. Psychological Bulletin, 125(2), 276–302.
Lyubomirsky, S., King, L. and Diener, E. (2005). The benefits of frequent positive affect: Does happiness lead to success? Psychological Bulletin, 131(6), 803–855.
OECD. (2017). PISA 2015 Results (Volume III): Students' Well-Being. OECD Publishing.
Taba, H. (1962). Curriculum Development: Theory and Practice. New York: Harcourt Brace and World.
Tian, L., Wang, D. and Huebner, E. S. (2015). School-related social support and subjective well-being in school among adolescents: The role of self-system factors. Journal of Adolescence, 45, 138-148.
World Economic Forum. (2017). Accelerating workforce reskilling for the fourth industrial revolution: An agenda for leaders to shape the future of education, gender and work. Geneva, Switzerland: World Economic Forum.
World Health Organization. (2022). World health statistics 2022: monitoring health for the SDGs, sustainable development goals.