การพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2) ศึกษาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ของบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 4) ประเมินความเหมาะสมของบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยรูปแบบเชิงสำรวจเป็นลำดับ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/9 โรงเรียนบ้านดุงวิทยา จำนวน 39 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) หลักสูตรแม่แบบและแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผน 2) แบบสำรวจความต้องการและความสนใจผู้เรียน 3) แบบประเมินคุณภาพบทเรียน 4) แบบประเมินสมรรถนะการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 6) แบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพรวมอยู่ที่ 84.01/80.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) สมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก โดยในด้านความสามารถในการสื่อสารมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.28 และด้านความสามารถในการคิดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.78 3) สภาพการจัดการเรียนรู้ของบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในกลุ่มอย่างชัดเจน เห็นได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างอิสระ และมีพฤติกรรมการแสดงออกในการสื่อสารและการคิดอย่างชัดเจน 4) ผลการประเมินความเหมาะสมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของบทเรียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานในภาพรวมทุกด้านมีคุณภาพอยู่ในระดับสูงมาก และ 5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความสำเร็จนี้ ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมของรูปแบบ InSPIRE โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานในการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
จตุพล ดวงจิตร. (2564). การประยุกต์ใช้การสอนแบบออนไลน์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 32(2), 1-13.
จิราวัฒน์ จันทร์วิเศษ และคณะ. (2567). การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานในหน่วยการเรียนรู้บูรณาการเชียงใหม่สมาร์ทซิตี้เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมและทักษะการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วารสารหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 3(2), 16-30.
ทิศนา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 18. กรุงทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิธิป นรินทร์. (2566). การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสื่อแอนิเมชัน. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
พงศธร มาหาวิจิตร. (2562). การประยุกต์ใช้แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฎการณ์เป็นฐานร่วมกับการ เรียนแบบเชิงรุกในรายวิชาการประถมศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 42(2), 73-90.
วิจารณ์ พานิช. (2557). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงทพมหานคร: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
หัสวนัส เพ็งสันเทียะ. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศรีนควินทรวิโรฒ.
อนงค์เบญจ ทิศนิยมมี. (2563). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
Creswell, J. W. (2012). Educational research: Planning, conducting, and evaluating quantitative and qualitative research (4th ed.). Boston, MA: Pearson.
Daehler, K. and Folsom, J. (2016). Making Sense of SCIENCE: Phenomena-Based Learning. From http://www.WestEd.org/mss Retrieved August 10, 2023.
English Proficiency Index (EPI). (2023). English Proficiency Index. From https://www.ef.com/assetscdn/WIBIwq6RdJvcD9bc8RMd/cefcom-epi-site/reports/2023/ef-epi-2023-english Retrieved August 12, 2023.
Fields, D. (2019). Applying phenomenon-based learning to day-to-day lessons. Paper presentation 2019 Oxford National Conference, Italy.
Mattila, P. and Silander, P. (2015). How to Create the School of the Future– Revolutionary thinking and design from Finland. Finland: Multprint.
Nuora, P. & Välisaari, J. (2019). Kitchen chemistry course for chemistry education students: influences on chemistry teaching and teacher education –a multiple case study. Chemistry Teacher International.2(1), 1–10.
Rogers, C. R. (1959). A Theory of Therapy, Personality, and Interpersonal Relationships: As Developed in the Client-Centered Framework. In S. Koch (Ed.), Psychology: A Study of a Science. Formulations of the Person and the Social Context. New York: McGraw Hill.
Silander, P. (2015). Phenomenon Based Learning Rubric. From http://www.phenomenoleducation.info/phenomenon-based-leaming.html Retrieved July 12, 2023.
Weinert, F. E. (2001). Concept of competence: A conceptual clarification. Hogrefe & Huber Publishers.