การสร้างชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตัน
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตัน และเพื่อหาคุณภาพของชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตัน โดยชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตันที่สร้างขึ้นผ่านการตรวจคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหากับวัตถุประสงค์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและหาความเหมาะสมของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และหาความเชื่อถือได้ของชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตันด้วยวิธีการทดสอบซ้ำกับนิสิตสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เรียนในรายวิชาหลักและวิธีสอนแบดมินตัน ภาคต้น ปีการศึกษา 2567 จำนวน 27 คน โดยนำมาวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า ชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตันที่สร้างขึ้น มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 ถือว่าชุดทดสอบสามารถวัดได้จริงตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและมีค่าความเหมาะสม เท่ากับ 4.92 ± 0.28 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุดและมีค่าความเชื่อถือได้โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เท่ากับ 0.852 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี สรุปได้ว่า ชุดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตันที่สร้างขึ้นมีความตรงเชิงเนื้อหามีความเหมาะสมของเครื่องมือ และมีความเชื่อถือได้ สามารถที่จะนำไปใช้ในการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาแบดมินตันได้จริง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเพียงผู้เดียว และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกบทความลงตีพิมพ์และจะแจ้งให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ประเมินบทความตรวจอ่านบทความแล้ว
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
คเณศพร พรหมงาม. (2563). ผลการใช้ชุดฝึกแบดมินตันท่ีมีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนแผนกวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี.
เจริญ กระบวนรัตน์. (2561). วิทยาศาสตร์การฝึกสอนกีฬา: Science of coaching. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สินธนาก๊อปปี้เซ็นเตอร์.
ฉลอง แขวงอินทร์. (2545). แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับนักกีฬาบาสเกตบอลชาย ระดับอุดมศึกษา วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ชารี จันสุพรม, ถวิชัยย์ ขาวถิ่น และสุพัชรินทร์ ปานอุทัย. (2556). ผลของการฝึกด้วยแรงต้านและการเคลื่อนที่แบบเฉพาะเจาะจงที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาแบดมินตัน. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา, 13(1), 31-42.
บัวชมพู ชวนนุสรณ์ชัย, นาทรพี ผลใหญ่ และวิชาญ มะวิญธร. (2562). การสร้างแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับนักกีฬาเทเบิลเทนนิส. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ, 48(2), 261-271.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
บุญส่ง โกสะ. (2542). วิธีวิจัยทางพลศึกษา. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ประเสริฐ กล่อมเทศ. (2535). แบบทดสอบทักษะแบดมินตันของนักเรียนมัธยมตอนปลาย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สรัญรัฐ มบุญญานนท์. (2555). ผลการฝึกตารางเก้าช่องที่มีขนาดต่างกันต่อความคล่องแคล่วว่องไวในกีฬาแบดมินตัน.วารสารวิชาการ สถาบันการพลศึกษา, 4(2), 67-80.
สุทธิรักษ์ นาโสม, อาพรรณชนิต ศิริแพทย์ และสืบสาย บุญวีระบุตร. (2556). ผลของการฝึกจินตภาพและการเลียนแบบที่มีต่อความแม่นยำในการตีลูกหยอดกีฬาแบดมินตัน. วารสารคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 16(1), 35-43.
หฤทัย เผือกพงศ์พัฒน์ และวิชาญ มะวิญธร (2567). การสร้างแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับกีฬาบาสเกตบอลชาย 3x3 ระดับอุดมศึกษา. วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ, 25(2), 68-82.
Robertson, S., Zendler, J., De Mey, K., Haycraft, J., Ash, G. I., Brockett, C., Seshadri, D., Woods, C., Kober, L., Aughey, R. and Rogowski, J. (2023). Development of a sports technology quality framework. Journal of Sports Sciences, 41(22), 1983-1993.
Young, W. B., James, R. and Montgomery, I. (2002). Is muscle power related to running speed with changes of direction? Journal of Sports Medicine and Physical Fitness, 42(3), 282-288.