การพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ผ่านกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยการเล่านิทานพื้นบ้านไทยของเด็กอนุบาลปีที่ 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้นิทานพื้นบ้านไทย เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีทักษะการฟังและการพูดสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเด็กมีพัฒนาการด้านการฟังอย่างตั้งใจ การจับประเด็นสำคัญ การตอบคำถาม การลำดับเหตุการณ์และถ่ายทอดเรื่องราว ตลอดจนมีความคล่องแคล่ว ความมั่นใจในการพูด การออกเสียง และการกล้าแสดงออกเพิ่มขึ้นและ 2) ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการจัดประสบการณ์โดยใช้นิทานพื้นบ้านไทยมีค่าเท่ากับ 0.67 แสดงว่าเด็กมีพัฒนาการด้านทักษะการฟังและการพูดเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 67.00 ของพัฒนาการสูงสุดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการจัดประสบการณ์โดยใช้นิทานพื้นบ้านไทยสามารถนำมาใช้ส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิผล
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยสำหรับครู. (พิมพ์ครั้งที่ 7). สุวีริยาสาส์น.
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2557). แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้. (พิมพ์ครั้งที่ 4). โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). รายงานการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา ปี 2562. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
Isbell, R., Sobol, J., Lindauer, L., & Lowrence, A. (2004). The effects of storytelling and story reading on the oral language complexity and story comprehension of young children. Early Childhood Education Journal, 32(3), 157–163.
Nessel, D., & Dixon, C. (2008). Using the Language Experience Approach With English Language Learners: Strategies for Engaging Students and Developing Literacy. Corwin Press.
Piaget, J. (1962). Play, dreams and imitation in childhood. W. W. Norton & Company.
Vygotsky, L.S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.