พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

Main Article Content

กาณจณากร มองฤทธิ์
พระมหานรินทร์ สุรปญฺโญฺ
ไพฑูรย์ มาเมือง

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรม เพื่อการพัฒนาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงเอกสารสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 388 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา


ผลการวิจัยพบว่า


  1. 1. ระดับพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านเคารพสิทธิของผู้อื่น 2) ด้านความเท่าเทียม 3) ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย และ 4) ด้านยอมรับเสียงข้างมาก อยู่ในระดับมากตามลำดับ

  2. ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่านิสิตนักศึกษาที่มีเพศต่างกัน ที่อยู่ ต่างกัน การศึกษาต่างกัน คณะต่างกันและมีรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเปิดรับ ข่าวสารทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แตกต่างกัน

  3. 3. ผลการนำเสนอพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรม คือ สาราณียธรรม 1) ด้านเมตตา กายกรรม ต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมสำรวมระวังในอกุศลกรรมความไม่ดีทางกาย และไม่ใช้กำลัง เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ให้ได้รับความทุกขเวทนา ทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องต่อกันอยู่ตลอดเวลา 2) ด้านเมตตาวจีกรรม ควรใช้ปิยวาจา คือวาจาที่ไพเราะรื่นหู จะพูดอะไรก็พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การให้ความรู้ หรือคำแนะนำที่ดีต่อผู้อื่น กล่าววาจา สุภาพ พูดจริงไม่พูดเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองฝ่ายเดียว การพูดแต่สิ่งที่ดีงาม พูดกันด้วยความรักความปรารถนาดี 3) ด้านเมตตามโนกรรม การคิดต่อกันด้วยเมตตา จะคิดสิ่งใดก็ให้คิดในสิ่งที่ ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น ตั้งจิตปรารถนาที่จะทำคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้าง บุญกุศล และมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังดี การมองกันในแง่ดีมีความหวังดีและปรารถนาดีต่อกัน รักและเมตตาต่อกันคิดแต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ต่อกัน ไม่อิจฉาริษยา 4) ด้านสาธารณโภคีการ รู้จักแบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม แบ่งปันลาภผลที่ร่วมกันหาร่วมกันทำโดยยุติธรรม แม้สิ่งของที่ได้มาจะน้อย แต่ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วถึงกันนั้น คือ การร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ควรรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ของตนเพื่อสาธารณะด้วยความยุติธรรม 5) ด้านสีลสามัญญตา การมีความประพฤติเสมอภาคกัน ประพฤติสุจริตในสิ่งที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ประพฤติตนอย่างมีระเบียบ วินัยเหมือนผู้อื่น ไม่ประพฤติตนในทางแตกแยกจนเป็นที่ขัดข้องหมองใจต่อผู้อื่นหรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับหรือวินัยต่างๆ อย่างเดียวกัน เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคลไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน 6) ด้านทิฎฐิสามัญญตา การมีความคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน คิดในสิ่ง ที่ตรงกัน ปรับมุมมองให้ตรงกัน รู้จักแสงหาจุดร่วมและสงวนไว้ซึ่งจุดต่างของกันและกันไม่ยึดถือ ความคิดของตนเป็นใหญ่ รู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นอยู่เสมอ การมีความเห็นร่วมกันไม่ เห็นแก่ตัว ต้องมีความเห็นตรงตามความเป็นจริง มีความเห็นที่เสมอกันกับประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความสุจริตซื่อตรง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
มองฤทธิ์ ก., สุรปญฺโญฺ พ. ., & มาเมือง ไ. (2023). พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น, 10(4), 248–261. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jg-mcukk/article/view/264643
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

นิลุบล ใจอ่อนน้อม. (2543). การเปิดรับข่าวสารทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พระครูวินัยธรอธิษฐ์ สุวฑฺโฒ (สุขพานิช). (2565). การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดเพชรบุรี. วารสารพุทธสังคมวิทยาปริทรรศน์, 7(1), 46-63.

พระณัฐพงษ์ ณฏฺฐวํโส (สุดใจ). (2565). การกล่อมเกลาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี. วารสาร มจร การพัฒนาสังคม, 7(2), 202-212.

พระปลัดวรรธนา ญาณวโร (สุวรรณเพ็ง). (2562). การจัดการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนาของครูผู้สอนโดยใช้หลักสาราณียธรรม 6 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น, 6(4), 137-152.

พัชรภรณ์ เมธาจีรเวช. (2564). การเปิดรับข่าวสารทางการเมืองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจออกมาเลือกตั้งของผู้มีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร. (การค้นคว้าอิสระหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

พิจิตรา มงคลศรีพิพัฒน์. (2560). พฤติกรรมการเปิดรับ และความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์โครงการเที่ยวไทยเท่ กับพฤติกรรมการตัดสินใจท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทย. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2566, จาก http://dspace.bu.ac.th/jspui/handle/123456789/2887

ศิริพงษ์ ทองจันทร์. (2561). พฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 5(2), 213-226.

ศิริพัชรธิดา จิตวาทศิลป์ และ วัลลภ รัฐฉัตรานนท์. (2562). พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองผ่านเครือข่าย สังคมออนไลน์ของประชาชนในเทศบาลเมืองปัตตานี. วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 6(2), 49-62.

ศิริสุดา แสงทอง. (2565). การจัดสวัสดิการสังคมภาครัฐที่มีต่อแรงงานข้ามชาติในภาคเหนือตอนบน. วารสารพุทธสังคมวิทยาปริทรรศน์, 7(1), 29-45.

Silverman. D. (2000). Doing Qualitative Research: A Practical Handbook. London: Sange.

Yamane. Taro. (1967). Statistics : An Introductory Analysis. New York: Harpen and Row.