การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต และ 2) สร้างรูปแบบการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 2 ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ทรัพยากรจัดการ SMEs แบบจำลองแรงผลักดัน 5 ประการ และความได้เปรียบในการแข่งขัน ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สำหรับผู้ให้ข้อมูลหลักได้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต จำนวน 20 คน สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จำนวน 340 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม Mplus
ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวมอยู่ในระดับ (2) รูปแบบการจัดการเชิง กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต พบว่า (2.1) ทรัพยากรจัดการ SMEs มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิต โดยสัมประสิทธิ์เส้นทางมีค่าเท่ากับ 0.555 และทรัพยากรจัดการ SMEs มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกกับแบบจำลองแรงผลักดัน 5 ประการ มีสัมประสิทธิ์เส้นทางมีค่าเท่ากับ 0.913 (2.2) แบบจำลองแรงผลักดัน 5 ประการ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความได้เปรียบในการแข่งขันโดยมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.399 และ (2.3) ทรัพยากรจัดการ SMEs มีอิทธิพลที่เป็นสาเหตุทางอ้อมต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิตมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.364 โดยผ่านเส้นทางด้านแบบจำลองแรงผลักดัน 5 ประการ พบว่า จากผลการวิจัยและการสนทนากลุ่มทำให้ได้รูปแบบ Wathinee Model ประกอบด้วย เงินลงทุน การคุกคามของผู้เข้ามาใหม่ คน การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน อำนาจต่อรองของผู้ขายวัตถุดิบ ข้อมูลข่าวสาร การจัดการ เครื่องจักร การคุกคามของสินค้าหรือบริการทดแทน ทรัพยากร และอำนาจต่อรองของผู้ซื้อ โดยการนำรูปแบบ Wathinee Model มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถดำเนินวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประเภทการผลิตได้อย่างอยู่รอดยั่งยืน ดังนั้น วิสาหกิจ SMEs สามารถนำรูปแบบ Wathinee Model ไปประยุกต์ใช้กับวิสาหกิจ SMEs ของตนตามความเหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ของวิสาหกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจ SMEs อย่างยั่งยืน