การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยการบูรณาการหลักพุทธธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดบุรีรัมย์ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดบุรีรัมย์ และ 3. เพื่อเสนอแนวการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยการบูรณาการหลักพุทธธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์
ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีการดำเนินการแบ่งเป็น 2ระยะ ระยะที่ 1เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในรูปของการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยการบูรณาการหลักพุทธธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์ที่พัฒนาขึ้น และศึกษาอิทธิพลทางตรง และอิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมระหว่างตัวแปรในโมเดล โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 450คน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยใช้ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความเบ้ (Skewness) และค่าความโด่ง (Kurtosis) การวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อตรวจสอบความตรงตามกรอบแนวคิดในการวิจัยด้วยโปรแกรมลิสเรล (LISREL) ระยะที่ 2เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาภาคสนามด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 12 คน เพื่อยืนยันโมเดลหลังจากการสังเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า
- การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.53, S.D.= 0.735) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ1)บุคลากรด้านการท่องเที่ยว2) การบูรณาการการจัดการการท่องเที่ยว 3) การสร้างความสมดุลให้กับการท่องเที่ยว 4) โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และ 5) คุณภาพแหล่งท่องเที่ยว
- ความตรงของโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยการบูรณาการหลักพุทธธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการตรวจสอบพบว่าค่าp-value = 0.060, ค่าไค-สแควร์ () =108.36, df. =87, ค่าสัดส่วนไค-สแควร์ (/df) = 1.24, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) = 0.98, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = 0.95, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) =1.00, ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SRMR) = 0.028, ค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ (RMSEA) = 0.023,แสดงให้เห็นว่าค่าสถิติความสอดคล้องของโมเดลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์
- โมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยการบูรณาการหลักพุทธธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์ จากผลการศึกษาพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R-SQUARE) ของสมการโครงสร้างตัวแปรภายในแฝงพบว่ามีค่าเท่ากับ 0.74 แสดงว่าตัวแปรในโมเดลคือ แนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต และการมีส่วนร่วม สามารถอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 ได้ร้อยละ 74 และยังพบว่าสมการโครงสร้างตัวแปรภายในแฝงมีค่าเท่ากับ 0.64 แสดงว่าตัวแปรในโมเดลคือ แนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต การมีส่วนร่วม และการปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 สามารถอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ได้ร้อยละ 64 เมื่อพิจารณาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมระหว่างตัวแปรในโมเดลพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ขนาดความสัมพันธ์เท่ากับ 0.80 แยกเป็นอิทธิพลทางตรง 0.15 และอิทธิพลทางอ้อม 0.12 เป็นอิทธิพลรวม 0.79 โดยมีค่าอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และอิทธิพลรวม ส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมระหว่างตัวแปรในโมเดลพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วม กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ขนาดความสัมพันธ์เท่ากับ 0.27 แยกเป็นอิทธิพลทางตรง -0.10 และอิทธิพลรวม 0.02 โดยที่อิทธิพลทางตรงและอิทธิพลรวมส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในทางลบ หมายความว่าการมีส่วนร่วมมากแต่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬายังไม่มากตาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05