รูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Main Article Content

ศิลปวิชญ์ น้อยสมมิตร
นัยนา เกิดวิชัย
สุรพล สุยะพรหม

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์3 ประการคือ 1.เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา2.เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3.เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


              ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีการดำเนินการแบ่งเป็น 2ระยะ ระยะที่ 1เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในรูปของการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อตรวจสอบความตรงของรูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่พัฒนาขึ้น และศึกษาอิทธิพลทางตรง และอิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมระหว่างตัวแปรในโมเดล โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 410คน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยใช้ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความเบ้ (Skewness)และค่าความโด่ง (Kurtosis) การวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อตรวจสอบความตรงตามกรอบแนวคิดในการวิจัยด้วยโปรแกรมลิสเรล (LISREL) ระยะที่ 2เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาภาคสนามด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 12 คน เพื่อยืนยันโมเดลหลังจากการสังเคราะห์ข้อมูล


 


ผลการวิจัยพบว่า


  1. การพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก(= 3.44, S.D.= 0.515)เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยพบผลการศึกษาคือ 1) การตลาดในแหล่งท่องเที่ยว 2) การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว 3) การสร้างกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว 4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5) การส่งเสริมทักษะคนในพื้นที่ และ 6) ประสิทธิภาพของแหล่งท่องเที่ยว

  2. ความตรงของรูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการตรวจสอบพบว่าค่าp-value = 0.055, ค่าไค-สแควร์ () =163.20, df. =136, ค่าสัดส่วนไค-สแควร์ (/df) = 1.2, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) = 0.96, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = 0.93, ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) =1.00, ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SRMR) = 0.023, ค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ (RMSEA) = 0.022,แสดงให้เห็นว่าค่าสถิติความสอดคล้องของโมเดลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์

  3. รูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากผลการศึกษาพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R-SQUARE) ของสมการโครงสร้างตัวแปรภายในแฝงพบว่ามีค่าเท่ากับ 0.83 แสดงว่าตัวแปรในโมเดลคือ บริบทการบริหารจัดการท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว สามารถอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรมได้ร้อยละ 83 และยังพบว่าสมการโครงสร้างตัวแปรภายในแฝงมีค่าเท่ากับ 0.78 แสดงว่าตัวแปรในโมเดลคือ บริบทการบริหารจัดการท่องเที่ยว การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว และการปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม สามารถอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนได้ร้อยละ 78เมื่อพิจารณาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมระหว่างตัวแปรในโมเดลพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทการบริหารจัดการท่องเที่ยวกับการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ขนาดความสัมพันธ์เท่ากับ 0.86 แยกเป็นอิทธิพลทางตรง 0.36 และอิทธิพลทางอ้อม 0.15 เป็นอิทธิพลรวม 0.51 โดยมีค่าอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และอิทธิพลรวม ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และเมื่อพิจารณาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมระหว่างตัวแปรในโมเดลพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว กับการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ขนาดความสัมพันธ์เท่ากับ 0.85 แยกเป็นอิทธิพลทางตรง 0.00 และอิทธิพลทางอ้อม 0.41 เป็นอิทธิพลรวม 0.41 โดยที่อิทธิพลทางตรงไม่ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
น้อยสมมิตร ศ., เกิดวิชัย น. ., & สุยะพรหม ส. . (2019). รูปแบบการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น, 6(4), 742–756. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jg-mcukk/article/view/228955
ประเภทบทความ
บทความวิจัย