แนวทางการพัฒนาการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอุบัติเหตุจราจรของพนักงานสอบสวนในจังหวัดนครราชสีมา
คำสำคัญ:
การตรวจสถานที่เกิดเหตุ, พนักงานสอบสวน, อุบัติเหตุจราจร, พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามคู่มือการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอุบัติเหตุจราจรของพนักงานสอบสวนในจังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจาก 3 สถานี ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง และสถานีตำรวจภูธรปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ จำนวน 59 นาย จากประชากรทั้งหมด 69 นาย และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานสอบสวนมีระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการเก็บพยานหลักฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.40, S.D.=0.09) แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.6 จะไม่เคยผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางแต่สามารถพัฒนาทักษะผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (tacit knowledge) นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ภาระงานที่สูงเกินขีดความสามารถ ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการฝึกอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรมุ่งเน้นการจัดทำแนวทางปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) และรายการตรวจสอบ (checklist) ที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการบูรณาการงบประมาณร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับมาตรฐานนิติวิทยาศาสตร์สากล
เอกสารอ้างอิง
กนกพร แสนแก้ว. (2562). การศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม. วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น, 14(2), หน้า 121–136.
วศิมน ธันธนาพรชัย, ยุทธนา สุดเจริญ และณรงค์ กุลนิเทศ. (2559). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ใน การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 8 (หน้า 2194-2202). บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2562). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (พิมพ์ครั้งที่ 7). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน. (2567). รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ปี 2565-2566. https://trso.thairoads.org/resources/10278
สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา. (2565). แผนพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2561-2565 ฉบับทบทวน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565. https://www2.nakhonratchasima.go.th/ebook/detail/9/data.html
Devender, S., Vashisth, A., & Sharma, S. (2018). Traffic Accident Investigation Process: A Case Study in Panipat District of Haryana State, India. International Journal for Research in Applied Science & Engineering Technology, 6(4), pp. 1587-1591.
Kolb, D. (2015). Experiential Learning: Experience as the source of Learning and Development (2nd ed.). Pearson Education.
Lukumay, G. G., Outwater, A. H., Mkoka, D. A., Ndile, M. L., & Saveman, B. I. (2019). Traffic police officers’ experience of post-crash care to road traffic injury victims: a qualitative study in Tanzania”. BMC emergency medicine, 19(1), pp. 51 (1-11).
Mohammed, S. I. (2023). An overview of traffic accident investigation using different techniques. Automotive experiences, 6(1), pp. 68-79.
World Health Organization. (2018). Global status report on road safety 2018. https://iris.who.int/handle/10665/276462
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- บทความในวารสารวิชาการมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการและ/หรือของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา
- บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะมีการตรวจความถูกต้องเหมาะสมจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer review) จำนวน 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review)
