ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับการใช้กิจกรรม การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองสตูล
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ศึกษาดัชนีประสิทธิผล และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 25 คน โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น ร่วมกับกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60–1.00 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน มาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีค่า IOC อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมทุกข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent
ผลการวิจัยพบว่า
- ประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์มีค่าเท่ากับ 14/93.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
- พัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 68 (ร้อยละ 93.40) สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 11.08 (ร้อยละ 55.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.00
- ดัชนีประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 8520 (คิดเป็นร้อยละ 85.20) แสดงถึงความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ที่สูงขึ้น
- ความพึงพอใจ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย= 2.86, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 0.33)
สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7E ร่วมกับการทดลองวิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพสูงและช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรรยา ภูวนารถ. (2555). การพัฒนากิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2555). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ: เอดิสัน แอนด์ บลูมมิ่ง.
นพพร ธนะชัยขันธ์. (2559). สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัย. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์.
เผชิญ กิจระการ. (2554). ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.). มหาสารคาม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
รัตนเกล้า มีศิลป์. (2562). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทาวิทยาศาสตร์. วารสารวิชาการครุศาสตร์, 10(2), 45–58.
รัศมี อ่วมน้อย. (2557). การพัฒนากิจกรรมประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานในทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของชั้นอนุบาลปีที่ 1. รายงานการวิจัย, โรงเรียนบ้านวังหันน้ำดึง จังหวัดกำแพงเพชร.
โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองสตูล. (2567). รายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ประจำปีการศึกษา 2567. สตูล: งานวิชาการโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองสตูล.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2563). คู่มือการจัดประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สสวท.
สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10). กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
อัญชลี นาเจริญ. (2567). ผลการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาการคิดของเด็กปฐมวัย. วารสารการศึกษาปฐมวัย, 15(1), 112-125.
Eisenkraft, A. (2003). Expanding the 5E Model. The Science Teacher, 70(6), 56-59.
Maslow, A. H. (1970). Motivation and personality (2nd ed.). New York: Harper & Row.
Piaget, J. (1970). Science of Education and the Psychology of the Child. New York: Orion Press.
Samarapungavan, A., Mantzicopoulos, P., & Patrick, H. (2008). Learning science in kindergarten. Journal of Research in Science Teaching, 45(3), 343–370.