การขจัความคลาดเคลื่อนเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงของงานวิจัยทางสังคมศาสตร์
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ สภาพธรรมชาติที่เป็นจริงในสังคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา เพื่อสร้างทฤษฏีใหม่ หรือเพื่อพิสูจน์ยืนยันทฤษฏีเดิม ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ครอบคลุมหลายสาขา คือ สาขาศึกษา สาขาปรัชญา สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา สาขานิติศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ และสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์
ทุกสาขาจะเกี่ยวข้องกับคน ซึ่งการเก็บข้อมูลกับคนนั้นมีความยากและมีโอกาสคลาดเคลื่อนมากส่งผลต่อความเที่ยงตรงของงานวิจัย ความเที่ยงตรงของการวิจัยมีสองลักษณะคือ ความเที่ยงตรงภายในกับความเที่ยงตรงภายนอก ความเที่ยงตรงภายใน หมายถึง งานวิจัยที่สามารถควบคุมตัวแปรเกินหรือตัวแปรแทรกซ้อนจากกระบวนการวิจัยที่มีผลระทบให้คำตอบการวิจัยมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอาจเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูล กาทดลอง หรือการวิเคราะห์การแปลความหมายข้อมูล ส่วนความเที่ยงตรงภายนอก ได้แก่ ลักษณะงานวิจัยที่สามารถนำผลการวิจัยไปใช้กับกลุ่มอื่นได้ด้วยคือมีการสุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากรกลุ่มใหญ่ การขจัดความคลาดเคลื่อนภายในและความคลาดเคลื่อนภายนอกให้เหลือน้อยที่สุดจะทำให้งานวิจัยมีความเที่ยงตรงสูงมากด้วย โดยต้องมีการออกแบบและวางแผนการวิจัยให้รอบคอบในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะการสร้างเครื่องมือวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับคนนั้นสร้างเครื่องมือก็ยากเก็บข้อมูลก็ลำบากโอกาสจะเกิดความคลาดเคลื่อนสูงมาก เช่น ความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดจากการไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่างและผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยจึงต้องวางแผนให้ชัดเจน มีกลยุทธ์ในการทำงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนและส่งผลต่อความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นของผลการวิจัย
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กิตติพงษ์ พิพิธกุล. (2561). คุณภาพเครื่องมือแบบสอบถาม: Validity กับ Reliability ในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์. วารสารวิชาการและวิจัยมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 8(2), 104 - 110.
เกียรติสุดา ศรีสุข. (2552). ระเบียบวิธีวิจัย. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ครองช่าง.
นิรัช สุดสังข์. (2559). ระเบียบวิธีวิจัยทางการออกแบบ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2550). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ยูแอนด์ไออินเตอร์มีเดีย.
ปัญญา ธีระวิทยเลิศ. (2547). การพัฒนาเครื่องมือวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
________. (2560). การวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.
มีนมาส พรานป่า, รัชนี พลพิบูลย์, และภัสยกร เลาสวัสดิกุล. (2563). ความคลาดเคลื่อนในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่เกิดจากผู้เชี่ยวชาญ. วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา, 13(3), 295 - 308.
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2560). คู่มือการกรอกแบบสอบถาม. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2565, จาก https://www3.rdi.ku.ac.th/wp-contents/uploads/2018/09สาขาวิจัย-OECD.pdf
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ. (2564). คู่มือนักวิจัยในการขอรับทุนวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
อนิวัช แก้วจำนงค์. (2564). แนวคิดเกี่ยวกับการวัด ปัจจัยที่มีผลต่อความคลาดเคลื่อนจากการวัดการตรวจสอบคุณภาพความตรงและความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย (เน้นเครื่องมือวัดเชิงปริมาณ). เอกสารประกอบการบรรยายโครงการฝึกอบรมนักวิจัยรุ่นใหม่ “ลูกไก่” มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีรุ่นที่ 8, วันที่ 6-10 กันยายน 2564, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
Kerlinger, Fred. N., & Lee, H. B. (2000). Foundations of Behavioral Research. (4th ed.). Singapore: Thomson Learning.