ภาระหรือการลงทุน: การวิเคราะห์นโยบายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดในมิติการคลัง
คำสำคัญ:
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด, สวัสดิการสังคม, ความเพียงพอของสวัสดิการ, ความเสมอภาคและประสิทธิภาพ, ความยั่งยืนทางการคลังบทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในประเทศไทยในมิติทางการคลัง โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สวัสดิการและฟังก์ชันการคลังสาธารณะ การศึกษาพิจารณาแนวโน้มงบประมาณและจำนวนผู้ได้รับสิทธิตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2559 จนถึงปี 2568 ผลการศึกษาพบว่า แม้โครงการจะขยายความครอบคลุมและจำนวนผู้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เงินอุดหนุน 600 บาทต่อเดือนยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่จำเป็น (1,897-3,393 บาท/เดือน) จึงเกิดช่องว่างด้านความเพียงพอของสวัสดิการในด้านการคลัง งบประมาณโครงการคิดเป็นเพียง 0.03-0.05% ของ GDP และประมาณ 2–2.5% ของงบประมาณสวัสดิการรวม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานภูมิภาค อย่างไรก็ตาม โครงการยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ (Automatic stabilizer) โดยช่วยรักษากำลังซื้อของครัวเรือนรายได้น้อยและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจการวิเคราะห์เชิงนโยบายยังสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Trade-off) ระหว่างนโยบายถ้วนหน้าที่มีข้อได้เปรียบด้านความเท่าเทียมและการยอมรับทางการเมืองกับนโยบายเฉพาะกลุ่มที่มีประสิทธิภาพเชิงการคลังแต่เสี่ยงต่อการตกหล่นของผู้มีสิทธิ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสมคือการใช้แนวทางผสมผสาน “ถ้วนหน้าขั้นพื้นฐาน” ควบคู่กับ “เงินเติมเฉพาะกลุ่ม” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนทางการคลัง บทความจึงสรุปว่า นโยบายเงินอุดหนุนเด็กควรถูกมองเป็น “การลงทุนทางสังคม” มากกว่าภาระการคลัง เนื่องจากให้ผลตอบแทนระยะยาวในการพัฒนาทุนมนุษย์ ลดความยากจนเชิงรุ่นสู่รุ่น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการเด็กและเยาวชน. (2568). รายงานผลการดําเนินงานโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2568. กรมกิจการเด็กและเยาวชน.
ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน. (2568). คูมือการดําเนินงานโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด. กรมกิจการเด็กและเยาวชน.
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง. (2562). รายงานประจำป 2562. กระทรวงการคลัง.
สำนักงานสถิติแหงชาติ. (2565). รายงานการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2565. สำนักงานสถิติแหงชาติ.
Atkinson, A. B., & Stiglitz, J. E. (1976). The design of tax structure: Direct versus indirect taxation. Journal of Public Economics, 6(1-2), 55–75. https://doi.org/10.1016/0047-2727(76)90041-4
Automatic stabilizer. (2023). In Wikipedia. https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Automatic_stabilizer
Barr, N. (2012). Economics of the Welfare State (5th ed.). Oxford University Press.
Besley, T., & Kanbur, R. (1993). The principles of targeting. In M. Lipton & J. van der Gaag (Eds.), Including the poor (pp. 67–90). World Bank.
Esping-Andersen, G. (1990). The three worlds of welfare capitalism. Princeton University Press.
Heckman, J. J. (2006). Skill formation and the economics of investing in disadvantaged children. Science, 312(5782), 1900–1902.
Japan Ministry of Health, labour and welfare (MHLW). (2022). Child Allowance Report 2022. MHLWJapan Ministry of Health, Labour and Welfare.
Korea Institute of Public Finance. (2022). Social expenditure and family support policy report. KIPFKorea Institute of Public Finance.
Korpi, W., & Palme, J. (1998). The paradox of redistribution and strategies of equality: Welfare state institutions, inequality, and poverty in the Western countries. American Sociological Review, 63(5), 661–687.
Ministry of Social and Family Development (MSF). (2023). Baby Bonus and Child Development Account Statistics.
Musgrave, R. A. (1959). The theory of public finance: A study in public economy. McGraw-Hill.
National Statistical Office. (2023). Thailand multiple indicator cluster survey 2023: Key findings. Ministry of Digital Economy and Society.
OECD. (2019). Doing better for families. OECD Publishing.
OECD. (2020). Social Expenditure Update 2020. OECD Publishing.
OECD. (2023). Social expenditure database (SOCX). OECD Publishing.
Okun, A. M. (1975). Equality and efficiency: The big tradeoff. Brookings Institution.
Rosen, H. S., & Gayer, T. (2014). Public finance (10th ed.). McGraw-Hill.
Stiglitz, J. E., & Rosengard, J. K. (2015). Economics of the public sector (4th ed.). W. W. Norton & Company.
TDRI. (2018). Thailand child allowance policy review. Thailand Development Research Institute.
UNICEF & TDRIUNICEF Thailand & Thailand Development Research Institute. (2023). Child support grant policy brief. UNICEF Thailand & Thailand Development Research Institute.
UNICEF & TDRIUNICEF Thailand & Thailand Development Research Institute. (2024). Exclusion error: Child support grant: An assessment of the targeting method. UNICEF Thailand & Thailand Development Research Institute.
UNICEF Malaysia. (2023). Social protection for children in Malaysia. UNICEF Malaysia.
UNICEF. (2020). The state of social assistance in Thailand. UNICEF Thailand.
UNICEF. (2023). The state of the world’s children 2023: For every child, vaccination. UNICEF Thailand.
UNICEF. (2024). Early childhood investment and social protection in Thailand. UNICEF Thailand.
United Nations. (2022). World social report 2022: Leaving no one behind in an ageing world. Department of Economic and Social Affairs.
World Bank. (2021). Thailand social protection and labor Review. World Bank.
World Bank. (2023). World development indicators 2023. World Bank.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์และสิทธิของผู้นิพนธ์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส ความถูกต้องตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ทั้งนี้ วารสารกำหนดนโยบายดังต่อไปนี้
|
1. การยอมรับเงื่อนไขการเผยแพร่ - ผู้นิพนธ์ที่ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ ต้องปฏิบัติตามนโยบายและเงื่อนไขการเผยแพร่ของวารสารโดยเคร่งครัด - การส่งบทความถือเป็นการยอมรับให้นำบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและการเผยแพร่ตามมาตรฐานของวารสาร |
|
2. การโอนลิขสิทธิ์ - เมื่อบทความได้รับการตอบรับเพื่อตีพิมพ์ ผู้เขียนโอนลิขสิทธิ์ของบทความให้แก่วารสาร - วารสารมีสิทธิ์เผยแพร่ ทำซ้ำ และเผยแพร่บทความในทุกรูปแบบ ทั้งสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และสื่อออนไลน์อื่น ๆ |
|
3. สิทธิ์ของผู้นิพนธ์หลังการโอนลิขสิทธิ์ - ผู้นิพนธ์ยังคงมีสิทธิ์ใช้บทความเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัยส่วนบุคคล การใช้ประกอบวิทยานิพนธ์ หรือการเผยแพร่ในแพลตฟอร์มที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ - การนำบทความไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากวารสารก่อนเป็นลายลักษณ์อักษร |
|
4. การเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตสาธารณะ (Creative Commons License) - บทความทั้งหมดในวารสารจะเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) - บุคคลอื่นสามารถเผยแพร่หรือแบ่งปันบทความได้โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้นิพนธ์ต้นฉบับ แต่ห้ามแก้ไข ดัดแปลง หรือใช้ในเชิงพาณิชย์ |
|
5. ความถูกต้องของเนื้อหาและการใช้สื่อจากบุคคลที่สาม - ผู้เขียนต้องรับรองว่าบทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์เป็นผลงานต้นฉบับของตนเอง ไม่ได้ส่งซ้ำซ้อน (duplicate submission) และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือคัดลอกผลงานของผู้อื่น รวมถึงไม่มีการปลอมแปลงข้อมูล การตีพิมพ์ซ้ำ หรือการกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อหลักจริยธรรมทางวิชาการ - ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตใช้สื่อจากบุคคลที่สาม เช่น ภาพ ตาราง หรือกราฟิก และต้องอ้างอิงหรือให้เครดิตอย่างถูกต้องน |
|
6. ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer) - บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร - ข้อความ ข้อมูล และข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ละท่านโดยตรง มิได้สะท้อนถึงทัศนะหรือจุดยืนของกองบรรณาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - หากบทความมีข้อผิดพลาดหรือการละเมิดสิทธิ์ใด ๆ ความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว - การนำบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบรรณาธิการวารสารก่อน ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตต้องจัดทำคำชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้งานอย่างชัดเจน การใช้บทความในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว |

