แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
ปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน และครู จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .67-1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ค่าแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่แบบ LSD และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1) สมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในยุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการแสดงบทบาทผู้นำหรือผู้ตาม ด้านการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่หลากหลาย ด้านการเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้อื่นในการพัฒนา
การจัดการศึกษา ด้านการให้ความร่วมมือ และสนับสนุนเพื่อนร่วมงาน และด้านการเสริมแรงให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน
2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในยุคดิจิทัล จำแนกตามอายุ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามระดับการศึกษา ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี คลอบคลุมประเด็นคือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการช่วยเหลือเชิงรุก ควรเสริมแรงและสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน ควรจัดกิจกรรมสัมพันธ์และควรพัฒนาเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเพิ่มพลังทีมและบรรลุเป้าหมายการศึกษาอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. สำนักงานเลขาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
ชฎาพร เธียรศิริพิพัฒน์ และคณะ (2567). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูระดับมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารการบริหารและสังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 7(1), 349-358.
ธีระ รุญเจริญ. (2553). ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 4). ข้าวฟ่าง.
พรรณพิตรา เสริมศรี. (2559). การศึกษาความคิดเห็นลักษณะการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ: กรณี ศึกษาข้าราชการสำนักกรรมาธิการ 3
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พิมลพรรณ เพชรสมบัติ. (2560). ภาวะผู้นำกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. วารสาร มจร. การพัฒนาสังคม, 2(1), 1–20.
ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ และคณะ. (2562). สถิติสำหรับการวิจัยและเทคนิคการใช้ SPSS. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี. (2567). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา ปีการศึกษา 2567. กลุ่มส่งเสริมการศึกษา.
Krejcie, R.V., & D.W. Morgan. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Manz, C. P., & Sims, H. P. (1993). Business without bosses: How self-managing teams are building high-performing companies. John Wiley and Sons.
Mennecke, B. E., & Bradley, J. H. (1998). Making project groups work: The impact of structuring group roles on the performance and perception of information systems project teams. Journal of Computer Information Systems, 29(1), 30–36.
Roy, D., & Bronstein, H. (1995). Teaming up: Making the transition to a self-directed, team-based organization. McGraw-Hill.