Ministerial Regulation on Charity Places: Chinese Shrines B.E. 2463: Formation and Result
Keywords:
Ministerial Regulation on Charity Places: Chinese Shrines, Chinese ShrinesAbstract
This research article aims to study Ministerial Regulation on Charity Places: Chinese Shrines, B.E. 2463, examining both the internal and external factors that led to its promulgation and its subsequent effects on the shrines. The research employs an interdisciplinary qualitative approach involving the collection and analysis of historical, sociological, and anthropological data, along with document studies, interviews, and field data collection. The results of the research found that: 1) Ministerial Regulation on Charity Places: Chinese Shrines originated from the Chinese community in Thailand movement to express Chinese solid nationalist sentiments. Subsequently, the Thai government assumed control and oversight of the shrines, which are central areas of the community, to prevent them from harboring or operating secret societies in the shrines. The government also mandates the appointment of state-approved shrine administrators and inspectors. An account of the shrine's finances and interests must be presented, including the transfer of ownership of shrine land to the state. 2) As the shrines came under state administration, their function evolved from being solely places of merit for the Chinese community to becoming places of merit for the broader public under state governance. This version of the Ministerial Regulation has been in effect in Chinese shrines for over a century without modification. As a result, it may be time to consider updating, altering, and amending shrine regulations to keep them current with shrine duties and the contemporary societal environment.
References
กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463. (2464, 24 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 38, หน้า 13-23.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2548). คู่มือการปฏิบัติงานทะเบียนศาลเจ้า. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2552ก). รายงานการประชุมคณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่างๆ ของศาลเจ้า (คกก.ศจ.) ครั้งที่ 1/2552. ห้องประชุมกรมการปกครอง 1 ชั้น 2 อาคารกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2552ข). รายงานการประชุมคณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่างๆ ของศาลเจ้า (คกก.ศจ.) ครั้งที่ 6/2552. ห้องประชุมกรมการปกครอง 1 ชั้น 2 อาคารกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2563). ทำเนียบศาลเจ้า 100 ปี. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์.
กระทรวงการต่างประเทศ. (2453, 31 พฤษภาคม-24 มิถุนายน). จีนหยุดงาน. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 5]. (ร.5 ต. 21/21). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงนครบาล. (2452, 11 มกราคม-14 กุมภาพันธ์). ลายพระหัตถเลขาเรื่องหนังสือพิมพ์จีน. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 5]. (ร.5 น. 8.7/8). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงนครบาล. (2455, 2-30 ธันวาคม). รายงานหลวงธรณีฯ จำนวนเดือน ธันวาคม ร.ศ.131. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 6]. (ร.6 น 4.7/36). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงนครบาล. (2464ก, 6-20 กุมภาพันธ์). รายงานแลบาญชีสอบสวนยี่ห้อที่พวกจีนทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา อำเภอจักรวรรดิ ราษฎร์บูรณะ นางเลิ้ง พาหุรัด บุคคโล ป้อมปราบฯ ราษฎร์บูรณะ บางกอกใหญ่. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 6]. (ร.6 น 25.1/2). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงนครบาล. (2464ข, 14 กุมภาพันธ์). คำสั่งลับเกี่ยวกับการสั่งให้อำเภอต่าง ๆ สอบสวนเรื่องศาลเจ้า. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 6]. (ร.6 น 25.1/3). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงนครบาล. (2466, 22 พฤษภาคม-3 กันยายน). ฎีกาหลวงภักดีภัทรากรกับพวกขอให้เลิกกฎเสนาบดีว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลเจ้า. [เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 6]. (ร.6 น 1/46). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
กระทรวงมหาดไทย. (2476, 21 พฤศจิกายน-2477, 30 พฤษภาคม). เดิมที่ศาลเจ้กระทรวงมหาดไทยเคยมีหนังสือถึงกระทรวงเกษตร์ฯ ให้เขียนว่า “กรมพลำพัง กระทรวงมหาดไทย(ที่ศาลเจ้า)” บัดนี้ได้มีกฤษฎีกาจัดระเบียบกรมในนามกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2476 ขึ้นใหม่ กระทรวงเกษตร์จึงหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย ว่าต่อไปจะให้เขียนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของศาลเจ้าอย่างไร กระทรวงมหาดไทยคาดว่าให้เขียนว่า “กรมมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย...” คำสั่งกรมที่ 22/2476 การเขียนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ศาลเจ้ากรุงเทพมหานครและหัว-เมือง “กรมมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย (ที่ศาลเจ้า....)” หน้าที่ทำการอยู่แก่คณะกรรมการจังหวัด คำสั่งกรมที่ 27/2477 เพิ่มเติมคำสั่งที่ 22/2476 ข้อ 1 วรรค 2 ว่า ถ้าเป็นที่ทำประโยชน์ของศาลเจ้าให้เขียนดังนี้ กรมมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย (ที่ทำประโยชน์ศาลเจ้า...). [เอกสารกรมที่ดิน]. (มท.0601.1/537). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
ธมาภรณ์ พูมพิจ และพรรณี บัวเล็ก. (2566). การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของศาลเจ้าจีนในเขตกรุงเทพชั้นใน. วารสารศิลปศาสตร์ มทร.กรุงเทพ, 5(1), หน้า 41-54.
พรรณี บัวเล็ก. (2561). ลักษณะของนายทุนไทยในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2457-2482: บทเรียนจากความรุ่งโรจน์สู่โศกนาฏกรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457. (2457, 17 กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 31, หน้า 229-274.
วุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์. (2559). การพัฒนาแนวทางการจัดการองค์การไม่แสวงหากำไร ประเภทศาลเจ้า ในการปกครองของกระทรวงมหาดไทยสู่การเป็นองค์การที่ยั่งยืน. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สุภางค์ จันทวานิช. (2534). รายงานการวิจัยเรื่องชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและภูมิลำเนาเดิมที่เฉาซ่าน สมัยที่หนึ่ง ท่าเรือจางหลิน (2310–2393).กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช. (2565). เทพเจ้าจีน ในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: มติชน.
เออิจิ มูราชิมา. (2562). ต้นกำเนิดลัทธิชาตินิยมในสังคมชาวจีนในประเทศไทย. วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์, 6(2), หน้า 19-79.
Downloads
Published
How to Cite
Issue
Section
License
Copyright (c) 2024 Dhonburi Rajabhat University

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- บทความในวารสารวิชาการมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการและ/หรือของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา
- บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะมีการตรวจความถูกต้องเหมาะสมจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer review) จำนวน 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review)
