การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา 2.1) ประเมินความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 2.2) ประเมินความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการประถมศึกษาที่เรียนวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 29 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) รูปแบบการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นพื้นฐาน (Pre-Experimental Research Design) แบบกลุ่มเดียววัดผลหลังเรียน (One-Shot Case Study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบประเมินความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ และ 4) แบบประเมินความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยผลการประเมินค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ย M = 4.78 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD = 0.44
ผลการวิจัยพบว่า
1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1.1) หลักการและแนวคิด 1.2) วัตถุประสงค์ 1.3) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การทำความเข้าใจผู้เรียน (Empathizing) ขั้นที่ 2 การกำหนดปัญหา (Defining the Problem) ขั้นที่ 3 การวางแผนและการออกแบบภาระงาน (Task Planning and Designing) ขั้นที่ 4 การเตรียมงาน (Pre-task Preparing) ขั้นที่ 5 การทำงาน และสร้างต้นแบบ (Task Performance and Prototyping) ขั้นที่ 6 การรายงาน (Reporting) ที่ 7 การวิเคราะห์ภาษาและสะท้อนการเรียนรู้ (Language Focusing and Reflection) และขั้นที่ 8 การทดสอบและการประเมินผล (Testing and Evaluation) 1.4) การวัดและประเมินผล และ 1.5) ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ โดยผลการประเมินค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ย M = 4.78 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD = 0.44
2) ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานเป็นฐานร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครูสาขาวิชาการประถมศึกษา 2.1) นักศึกษามีคะแนนประเมินความสามารถในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ย M = 11.48 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD = 0.63 2.2) นักศึกษามีคะแนนประเมินความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ย M = 11.55 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD = 0.57
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
Brown, H. D. (2007). Principles of Language Learning and Teaching. Pearson Longman.
Brown, T. (2009). Change by design: How design thinking creates new alternatives for business and society. Harper Business.
Darling-Hammond, L., et al. (2017). Preparing Teachers for a Changing World: What Teachers Should Learn and Be Able to Do. Jossey-Bass.
Ellis, R. (2003). Task-Based Language Learning and Teaching. Oxford University Press.
Joyce, B., & Weil, M. (2009). Models of teaching (9th ed.). Pearson.
Kasem, J., & Sutthirojan, P. (2020). Design and development of teaching using Design Thinking for student teachers. Journal of Education, Chulalongkorn University, 46(3), 258-273.
Kolko, J. (2015). Design thinking comes of age. Harvard Business Review, 93(9), 66-71.
Ministry of Education. (2019). Thailand’s education situation reports 2018. Bangkok: Ministry of Education.
Ni, Z., & Jingxia, L. (2017). An Empirical Study on Task-based Listening Teaching Mode in
Junior High School of China. Advances in Language and Literary Studies, 8(2), 202.
Nunan, D. (2004). Task-Based Language Teaching. Cambridge University Press.
Phuchong Rojsaengrat. (2016). Development of a teaching model based on design thinking to create works that reflect Thai identity for undergraduate students. Journal of Education, Chulalongkorn University, 46(3), 258-273.
Razzouk, R., & Shute, V. (2012). What is design thinking and why is it important. Review of Educational Research, 82(3), 330-348.
Scheer, A., Noweski, C., & Meinel, C. (2012). Transforming constructivist learning into action: Design thinking in education. Design and Technology Education: An International Journal, 17(3), 8-19.