อัตวิสัย ผัสสะ และประสบการณ์ของผู้ป่วยในการใส่สายให้อาหารทางจมูก

  • Metita Wiwitkul
คำสำคัญ: อัตวิสัย, ผัสสะ, ประสบการณ์, สายให้อาหารทางจมูก

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตวิสัย ผัสสะ และประสบการณ์ด้านการใส่สายให้อาหารทางจมูก โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก ในกลุ่มประชากรที่มีสายให้อาหารทางจมูกมากกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ที่ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านหรือสถานที่พักพักฟื้น ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด 7 ราย ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าวาทกรรมที่ว่าด้วยสายให้อาหารทางจมูกได้แก่ การได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การป้องกันการติดเชื้อ และแพทย์เป็นผู้รู้มากกว่า ในส่วนปฏิบัติการของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีการใส่สายให้อาหารทางจมูกเป็นชุดความรู้ทางการแพทย์ที่มาจากการมีข้อมูลเชิงประจักษ์มาสนับสนุน แพทย์เป็นผู้ให้และยืนยันความรู้นั้น และนักกิจกรรมบำบัดกำกับผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ในขณะที่อัตวิสัยต่อการใส่สายให้อาหารทางจมูกแตกต่างกันไปตามความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และบริบทแวดล้อมก่อให้เกิดการใช้อำนาจในตนแสดงพฤติกรรมทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ที่สำคัญการใส่สายให้อาหารทางจมูกกระทบต่อผัสสะด้านการรับรสชาติ และการรับสัมผัส ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน ทั้งนี้พวกเขาได้บอกถึงประสบการณ์การใส่สายให้อาหารทางจมูกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกายส่งผลต่อการใช้และการปรับตัว และยังส่งผลให้คนรอบข้างร่วมทุกข์กับผู้ใส่สายให้อาหาร จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่าบุคลากรทางการแพทย์ควรบอกวิธีการบรรเทาทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้กลืนกินทางปากให้กับผู้ป่วย และควรคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคลเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมให้บุคคลเกิดความร่วมมือที่ดีในการรักษา

 

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. (2560). มานุษยวิทยาการแพทย์ในศตวรรษที่ 21. ปาฐกถาในการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ ๑๒ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๐.
สรัญญา เตรัตน์. (2560). ผัสสะและประสบการณ์ทางผัสสะในโลกของคนตาบอด. Journal of Mekong Societies,14(2): 141-164.
Bjuresäter, K., Larsson, M., & Athlin, E. (2015). Patients’ experiences of home enteral tube feeding (HETF)–a qualitative study. Journal of Research in Nursing, 20(7), 552-565.
Green, C., & Vandall‐Walker, V. (2017). A necessary evil? Patients’ experiences receiving tube feeding in acute care. Nutrition in Clinical Practice, 32(4), 516-525.
Holmes, D., Perron, A. M., & Savoie, M. (2006). Governing therapy choices: Power/Knowledge in the treatment of progressive renal failure. Philosophy, Ethics, and Humanities in Medicine, 1(1), 12.
Kjaersgaard, A., & Kristensen, H. K. (2017). Brain Injury and Severe Eating Difficulties at Admission—Patient Perspective Nine to Fifteen Months after Discharge: A Pilot Study. Brain sciences, 7(8), 96.
Liley, A. J., & Manthorpe, J. (2003). The impact of home enteral tube feeding in everyday life: a qualitative study. Health & social care in the community, 11(5), 415-422.
Moyle, W., Anderson, C., & McAllister, M. (2002). Emotion and cardiac technology: an interpretive study. Australian Journal of Advanced Nursing, The, 20(2), 27.
Ortner, S. B. (2006). Subjectivity and cultural critique. VIBRANT-Vibrant Virtual Brazilian Anthropology, 3(1), 37-66.
Party, I. S. W. (2012). National clinical guideline for stroke (Vol. 20083). London: Royal College of Physicians.
Sadler, E., Hawkins, R., Clarke, D. J., Godfrey, M., Dickerson, J., & McKevitt, C. (2018). Disciplinary power and the process of training informal carers on stroke units. Sociology of health & illness, 40(1), 100-114.
Timmermans, S., & Berg, M. (2003). The practice of medical technology. Sociology of health & illness, 25(3), 97-114.
Vannini, P., Waskul, D., & Gottschalk, S. (2013). The senses in self, society, and culture: A sociology of the senses. Routledge.
เผยแพร่แล้ว
2020-12-31
การอ้างอิงบทความ
ประเภทบทความ
บทความวิจัย