ความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธภาพเชิงบวก ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และสุขภาวะทางจิตของนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของสัมพันธภาพเชิงบวก ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และสุขภาวะทางจิต และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธภาพเชิงบวก ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และสุขภาวะทางจิต กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง จำนวน 181 คน ผู้วิจัยได้พิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง ขออนุญาตจากผู้ปกครองทุกรายและ ใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง G*Power ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 165 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เริ่มด้วยการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ด้วยการแบ่งนักเรียนตามระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อเลือกห้องจากชั้นเรียนชั้นละ 3 ห้อง มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 181 ชุด จึงใช้ข้อมูลทั้ง 181 ชุด ในการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามสัมพันธภาพเชิงบวก แบบสอบถามความเมตตากรุณาต่อตนเอง และแบบสอบถามสุขภาวะทางจิต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1) สัมพันธภาพเชิงบวกของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 3.96, SD = 0.448) ความเมตตากรุณาต่อตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.00, SD = 0.503) และสุขภาวะทางจิตโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.01, SD = 0.502) 2) สัมพันธภาพเชิงบวกมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r = .827) ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r = .854) สัมพันธภาพเชิงบวกมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเองของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r = .760)
ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางจิตหรือการแนะแนวในโรงเรียนมัธยมในรูปแบบกิจกรรมที่ทางโรงเรียนสามารถจัดขึ้นได้เอง หรือออกแบบกิจกรรมร่วมกับนักจิตวิทยาโรงเรียน เพื่อสนับสนุนการมีสัมพันธภาพเชิงบวก ความเมตตากรุณาต่อตนเอง เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาวะทางจิตที่ดี
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำบทความทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อ หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
ฐิรชัย หงส์ยันตรชัย. (2565). การวิเคราะห์เชิงปริมาณทางจิตวิทยาเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
วัชราวดี บุญสร้างสม. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเครียดและความสุขในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย โดยมีความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน. วิทยานิพนธ์ปริญญา
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2553). จิตวิทยาพัฒนาการ: วัยเด็กถึงวัยผู้ใหญ่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัย.
Arnett, J. J. (2019). Adolescence and emerging adulthood: A cultural approach (6th ed.).
np.: Pearson.
Baumeister, R. F., & Leary, M. R. (1995). The need to belong: Desire for interpersonal attachments as a fundamental human motivation. Psychological Bulletin, 117(3),
-529. https://doi.org/10.1037/0033-2909.117.3.497
Editorial. (2017). Adolescent mental health: Time for action. The Lancet, 389(10080), 997.
https://doi.org/10.1016/S0140-6736(17)30703-7
Gilbert, P. (2009). Introducing compassion-focused therapy. Advances in Psychiatric Treatment,
, 199-208.
Keyes, C. L. M. (2014). Mental health as a complete state: How the salutogenic perspective
completes the picture. Bridging Occupational, Organizational and Public Health: A
Transdisciplinary Approach, 179-192. https://doi.org/10.1007/
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological Review, 50(4), 370-396. https://doi.org/10.1037/h0054346
Myers, J. E., & Sweeney, T. J. (2014). Wellness counseling: A holistic approach to prevention and intervention. Np.: American Counseling Association.
Neff, K. D. (2003a). Self-compassion: An alternative conceptualization of a healthy attitude toward oneself. Self and Identity, 2(2), 85-101. https://doi.org/10.1080/15298860309032
Neff, K. D. (2003b). The development and validation of a scale to measure self-compassion. Self and Identity, 2(3), 223-250.
Neff, K. D., Kirkpatrick, K. L., & Rude, S. S. (2007). Self-compassion and adaptive psychological functioning. Journal of Research in Personality, 41(1), 139-154. https://doi.org/10.1016/j.jrp.2006.03.004
Ryan, R. M., & Deci, E. L. (2000). Self determination theory and the facilitation of intrinsic
motivation, social development, and well being. American Psychologist, 55(1), 68-78.
https://doi.org/10.1037/0003066X55168
Ryff, C. D. (1989). Happiness is everything, or is it? Explorations on the meaning of psychological well-being. Journal of Personality and Social Psychology, 57(6),
-1081.
Ryff, C. D., & Singer, B. H. (1996). Psychological well-being: Meaning, measurement, and implications for psychotherapy research. Psychotherapy and Psychosomatics, 65(1), 14-23. https://doi.org/10.1159/000289026
Seligman, M. E. P. (2011). Flourish: A visionary new understanding of happiness and well- being. New York: Free Press.
Thanoi, W., Phancharoenworakul, K., Thompson, E. A., Panitrat, R., & Nityasuddhi, D. (2010).
Thai adolescent suicide risk behaviors: testing a model of negative life events,
rumination, emotional distress, resilience and social support. Pacific Rim International
Journal of Nursing Research, 14(3), 187-202.