วรรณคดีในนาฏศิลป์ไทย: การตีความเชิงศิลปวัฒนธรรมในบริบทปัจจุบัน
คำสำคัญ:
วรรณคดีไทย, นาฏศิลป์ไทย, นาฏศิลป์ร่วมสมัย, การดัดแปลงวรรณกรรม, ศิลปวัฒนธรรมไทยบทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างวรรณคดีกับนาฏศิลป์ไทยในฐานะกระบวนการทางศิลปวัฒนธรรมที่มีพลวัตและสามารถปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและแนวคิดการดัดแปลงวรรณกรรมสู่ศิลปะการแสดงเป็นกรอบในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทวรรณคดีกับภาษาการแสดง ผลการศึกษาพบว่า วรรณคดีไทยเป็นรากฐานสำคัญของนาฏศิลป์ไทย ทั้งในด้านโครงเรื่อง ตัวละคร ภาษา บทพากย์ บทร้อง และระบบสัญลักษณ์ของลีลาท่ารำ ซึ่งถ่ายทอดคติความเชื่อ โลกทัศน์ และคุณค่าทางสังคมผ่านการแสดงในบริบทสังคมร่วมสมัย การนำวรรณคดีมาสร้างสรรค์นาฏศิลป์มิได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดเนื้อเรื่องตามต้นฉบับ หากเป็นกระบวนการตีความและสังเคราะห์แก่นความคิดและสัญลักษณ์ทางวรรณศิลป์เพื่อแปลงเป็นภาษาการเคลื่อนไหวและองค์ประกอบการแสดงที่สื่อสารกับผู้ชมยุคปัจจุบัน การศึกษานำเสนอการวิเคราะห์ใน 4 ประเด็น ได้แก่ การแปลงวรรณคดีเป็นภาษานาฏศิลป์ การตีความเชิงศิลปวัฒนธรรมในบริบทร่วมสมัย นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยและการดัดแปลงวรรณคดี และคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ การศึกษา และสังคมวัฒนธรรม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วรรณคดีในนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งเนื้อเรื่อง หากยังเป็นกรอบวัฒนธรรมที่ถูกนำมาปรับและสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวบท ภาษาการแสดง ผู้ชมร่วมสมัย และบริบททางสังคมวัฒนธรรม กระบวนการดังกล่าวทำให้นาฏศิลป์ไทยสามารถเชื่อมโยงการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมกับการสร้างสรรค์ความหมายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ตัดขาดจากจารีต และทำให้วรรณกรรมคลาสสิกดำรงอยู่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตในสังคมร่วมสมัย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. (2554). นาฏศิลป์ไทย. กรมศิลปากร.
กรมศิลปากร. (2560). นาฏศิลป์ไทย. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร.
จุลชาติ อรัณยะนาค และนราพงษ์ จรัสศรี. (2557). เอกลักษณ์ไทยในงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย“นารายณ์อวตาร” พ.ศ. 2546 ของ นราพงษ์ จรัสศรี. วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ, 15(2), หน้า 141–151.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2560). สังคมไทยในกระแสโลกาภิวัตน์. มติชน.
ณฤภัค อาขวานนท์. (2565). เสี้ยวสำมนักขา: การสร้างนาฏกรรมสมัยจากวรรณคดีไทย. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, 12(1), หน้า 113–126.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2557). วัฒนธรรมไทยกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม. ฟ้าเดียวกัน.
ปาลพล รอดลอยทุกข์. (2565). แนวทางสหวิทยาการในการศึกษาสุนทรียศาสตร์ในศิลปะและวัฒนธรรม. วารสารนิมิตใหม่ปริทัศน์, 5(2), หน้า 28–42.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย. ราชบัณฑิตยสถาน.
วีรินทร์ภัทร์ บูรณะสระกวี. (2568). การดัดแปลงตัวบท: การแปลง นิราศหริภุญชัย สู่ละครล้านนาร่วมสมัย. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 17(1), หน้า 1–14.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2553). วรรณคดีไทยกับสังคมไทย. มติชน.
เสรี หวังในธรรม. (2548). วรรณคดีกับศิลปะการแสดงไทย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อุดม นาคสกุล. (2552). หลักการนาฏศิลป์ไทย. โอเดียนสโตร์.
Boongam, P. (2025). Creating Thai dance performance titled “Adul Pisac Chom Dong.” Journal of Cultural Analysis and Social Change, 10(4), pp. 4278–4289.
Charassri, N. (2007). Narai Avatara Performing the Thai Ramayana in the Modern World. Amarin Printing and Publishing.
Hutcheon, L. (2013). A theory of adaptation. Routledge.
Pavis, P. (1998). Dictionary of the theatre: Terms, concepts, and analysis. University of Toronto.
Ulvik, M. (2020). Promoting aesthetical values to education. Frontiers in Education, 5(34), pp. 1–8.
Zhang, G. (2024). Exploring the relationship between social and aesthetic values in artistic works. Journal of Humanities, Arts and Social Science, 8(4), pp. 932-935.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- บทความในวารสารวิชาการมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการและ/หรือของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
- กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา
- บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะมีการตรวจความถูกต้องเหมาะสมจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer review) จำนวน 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review)
