บาจู ปันจัง : ชุดครุยยาวในวัฒนธรรมการแต่งกายสำหรับสตรีชาติพันธุ์บาบ๋า
คำสำคัญ:
เสื้อครุยยาว, บาจูปันจัง, ชาติพันธุ์บาบ๋า, ผ้าโสร่งปาเต๊ะ, เครื่องแต่งกายบทคัดย่อ
บทความวิชาการฉบับนี้เป็นการศึกษาวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีชาวไทยเชื้อสายจีนในกลุ่มชาติพันธุ์บาบ๋าทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร สัมภาษณ์ สังเกตภาพถ่ายโบราณ โดยผู้เขียนมุ่งศึกษาในประเด็นของชุดครุยยาว หรือบาจู ปันจัง (Baju Panjang) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีบาบ๋าในยุคเริ่มต้น โดยตัวเสื้อมีลักษณะการตัดเย็บอย่างหลวม ความยาวถึงระดับน่องแขนยาว เป็นเสื้อผ่าหน้าตลอดตั้งแต่ลำคอถึงริมชายเสื้อ ไม่มีกระดุม ใช้วิธีการรั้งสาบเสื้อด้วยเข็มกลัดโกสัง (Korongsang) โดยนิยมสวมใส่ในโอกาสสำคัญทางวัฒนธรรมประเพณี หรือสำหรับการเข้าสู่พิธีวิวาห์สำหรับสตรีชาวไทยเชื้อสายจีนในกลุ่มชาติพันธุ์บาบ๋า
จากการศึกษาสามารถแบ่งพัฒนาการเสื้อครุยบาจู ปันจัง ออกเป็น 4 ลำดับ คือ 1) สมัยแรกเริ่ม เสื้อครุยตัดเย็บด้วยผ้าแพรทึบ ผ้าฝ้ายหรือผ้าซาตินเบอร์กันดีสีแดงเข้มหรือสีชมพูเหลือบขาว ปักลวดลายดอกโบตั๋นด้วยไหมหรือดิ้นทอง ซึ่งเชื่อว่าดอกโบตั๋นคือดอกไม้มงคลแห่งความเจริญรุ่งเรือง หรือมีลวดลายคลื่นน้ำและนิยมประดับขนกระต่ายบริเวณริมชายเสื้อ นุ่งผ้าซองเก็ตแบบมลายู 2) สมัยปรับเปลี่ยน เสื้อครุยตัดเย็บด้วยผ้าป่านเนื้อหนา หนักไปทางสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้มหรือสีอิฐ ลวดลายเนื้อผ้าเป็นตารางเล็ก ๆ นุ่งโสร่ง ผ้าปาเต๊ะ “ลาส้อม” (Lasem) ที่ผลิตในเกาะชวาของอินโดนีเซีย สีน้ำตาลแดง สีอิฐหรือพื้นผ้าสีขาวเขียนลายสีน้ำตาล เช่น ลายนก ผีเสื้อ ดอกไม้ หรือเรขาคณิต 3) สมัยพัฒนา เสื้อครุยมีการปรับเปลี่ยนชนิด เนื้อผ้าเพื่อความเหมาะสมกับภูมิอากาศภาคใต้ของประเทศไทย โดยใช้ผ้าป่านเนื้อบางสีขาวนวล ฟ้าหรือชมพูอ่อน บนเนื้อผ้ามีลวดลายดอกไม้หรือเถาวัลย์ ปักด้วยเส้นด้ายฉลุลวดลายและนุ่งโสร่งปาเต๊ะลักษณะเดิม 4) สมัยพัฒนา นวัตกรรมสมัยใหม่มีอิทธิพลกับสังคมมากขึ้น การเลือกสรรผ้ามีจำนวนมากในแหล่งจำหน่าย จึงนิยมใช้ผ้าลูกไม้ต่อดอกหรือลูกไม้ดอกลอยสีสันสดใส เช่น สีแดง โอโรส ฟ้า ชมพูเข้ม เป็นต้น บนเนื้อผ้าปักลายด้วยเลื่อมเป็นดอกไม้ชนิดต่าง ๆ เพื่อความสวยงามเมื่อสะท้อนแสงไฟ และนิยมนุ่งโสร่งปาเต๊ะพิมพ์ลาย ปาเต๊ะวาดเทียนทองหรือปาเต๊ะปักเลื่อม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนิยมสวมเครื่องประดับทองคำ เพชรอัญมณีรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าตามฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่ในยุคสมัยนั้น ๆ
การแต่งกายชุดบาจู ปันจัง ของสตรีบาบ๋าในสมัยโบราณจะนิยมสวมใส่ในโอกาสสำคัญเพียงเท่านั้นเนื่องจากผ้าที่นำมาตัดเย็บมีราคาสูง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ผ้าออแกนดี้จากประเทศเยอรมัน ผ้ามัสลินจากตะวันออกกลาง และผ้าโสร่งปาเต๊ะที่มีเทคนิคการเขียนมือตลอดทั้งผืนจาก ประเทศอินโดนีเซียที่มาราคาสูงถึงหลักหมื่นตามคุณภาพเนื้อผ้าและลวดลาย เมื่อเข้าสู่สมัยปัจจุบันสังคมเกิดการพัฒนา มากขึ้น เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ ทั้งในอุตสาหกรรมด้านสิ่งทอมีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของสตรีเพศ ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงสะท้อนถึงความนิยมสวมใส่ชุดครุยยาวมากขึ้นในทุกโอกาส ไม่ได้เพียงแค่ประเพณีวิวาห์หรืองานสำคัญอย่างสมัยอดีต และสิ่งสำคัญชุดบาจูปันจังในปัจจุบันได้กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมในเวทีการประกวดสาวงามระดับชาติและนานาชาติ เนื่องจากมีการเลือกใช้เนื้อผ้า การรังสรรค์ลวดลาย และสีสันที่มีความงดงามเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายเป็นธุรกิจด้านเช่าซื้อเครื่องแต่งกายพื้นเมืองที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี
เอกสารอ้างอิง
ขนัด หวังเกียรติ. “ผ้าโสร่งปาเต๊ะแบบโบราณ.” สัมภาษณ์โดย วิกรม กรุงแก้ว. 20 กันยายน 2562.
งามพิศ สัตย์สงวน. หลักมานุษยวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : รามาการพิมพ์, 2544.
จิรศักดิ์ อังคะทายาท. “การประกอบธุรกิจเช่าซื้อเครื่องแต่งกายพื้นเมือง.” สัมภาษณ์โดย วิกรม กรุงแก้ว. 27 สิงหาคม 2562.
ธีระเดช ชายภักตร์. “ผู้สืบทอดการประดิษฐ์มงกุฎดอกไม้ไหว.” สัมภาษณ์โดย วิกรม กรุงแก้ว. 7 ตุลาคม 2562.
พัฒน์ จันทร์แก้ว. “ชาวจีนในภูเก็ต บรรพชนผู้สร้างเมือง.” ใน ภูเก็จ 33, กรุงเทพฯ : เอดิสัน เพลส โปรดักซ์, 2533.
ฤดี ภูมิภูถาวร. วิวาห์บาบ๋าภูเก็ต. กรุงเทพฯ : เวิลด์ออฟเซ็ท พริ้นติ้ง, 2553.
วิกรม กรุงแก้ว. พัสตราภรณ์ยอนหยา. กรุงเทพฯ : โอเอส พริ้นติ้ง เฮ้าท์, 2560.
สุภางค์ จันทวานิช และคณะ. ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลำเนาเดิมที่เฉาซันสมัยที่ 1 ท่าเรือจางหลิน (2310-2393). กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
Tong Lillian. Straits Chinese Gold Jewellery. Malaysia: Eastern Printers Sdn Bhd, 2014.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ของบทความเป็นของเจ้าของบทความ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นทัศนะของผู้เขียน
กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่รับผิดชอบต่อบทความนั้น


