ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย ในคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัว
คำสำคัญ:
การไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์, การเยียวยาผู้เสียหาย, ศาลเยาวชนและครอบครัวบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาโดยผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation) ที่มีคุณลักษณะของกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม หรืออาจเรียกได้ว่าการไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) โดยศาลยุติธรรมนำมาใช้ในกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) นำมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อเยียวยาผู้เสียหายหรือบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย ในกรณีที่มีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระทำความผิดเป็นเด็กหรือเยาวชนที่มีวุฒิภาวะอ่อนด้อยกว่าผู้ใหญ่หรือบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ทางภาครัฐจึงมีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นพิเศษ ได้แก่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546, พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นต้น
ผลการวิจัยพบว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) ซึ่งถูกนำมาใช้ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัว โดยอาศัยแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44/1 ที่เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลย และเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 9 ฐานความผิด ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ หรือ รับของโจร แต่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไขมิได้จำกัดเพียงความผิดทางอาญา ทั้ง 9 ฐานความผิดดังกล่าวนี้เท่านั้น ความผิดทางอาญาฐานอื่น ๆ ที่สามารถยอมความได้หรือไม่ ถ้าสามารถยอมความได้ก็จะสามารถนำข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) ได้เช่นกัน
กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) คือ แนวคิดที่เข้าใจถึงสภาพปัญหาความทุกข์ทรมานที่ผู้เสียหายได้ประสบมา เพื่อให้ทางภาครัฐได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลและรับฟัง มากกว่าที่จะใช้วิธีการตามกระบวนการพิจารณาทางอาญาซึ่งเป็นวิธีพิจารณาพิพากษาคดีที่มุ่งเน้นการลงโทษจำเลยให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำ แต่กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข ต้องการเยียวยาแก้ไขฟื้นฟู ทั้งจำเลย ผู้เสียหาย และชุมชน ไปพร้อม ๆ กัน ผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้เดียวที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย หากแต่ชุมชนหรือสมาชิกอื่น ๆ ในชุมชนที่เกิดการกระทำความผิดขึ้น การได้รับผลกระทบต่อชุมชนจึงเป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ประกอบกับเพื่อเป็นการพยายามชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่เป็นรูปธรรมด้วยตัวเงินหรือการคืนทรัพย์หรือการคืนทรัพย์สิน หรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายเสียไปจากการกระทำผิด หรือการชดใช้ความเสียหายด้วยการรักษาอาการบาดเจ็บหรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ต้องพยายามและคำนึงถึงการเยียวยาความเสียหายในเชิงนามธรรม เช่น อารมณ์ ความรู้สึกโดยหวังผลในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของจำเลยในอนาคตผู้เสียหายหรือเหยื่อไม่ต้องตกเป็นเหยื่อกระทำผิดซ้ำอีก
การที่ศาลนำกระบวนการไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไข มาใช้ในกระบวนการพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายจำเลย อย่างน้อยคุณค่าทางจิตใจที่สูญเสียไปอาจกลับคืนมาได้ไม่มากก็น้อยหรือการพยายามให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้ได้มากที่สุด จากศึกษาครั้งนี้จักเห็นได้ว่าในบริบทของกฎหมายที่เอื้ออำนวยเพื่อผู้เสียหายได้ใช้สิทธิในการเรียกร้องเพราะเหตุที่ตนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำผิดของเด็กหรือเยาวชน เป็นที่ทราบโดยพื้นฐานแล้วว่าเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นผู้ด้อยโอกาสในเรื่องความสามารถในการหารายได้ หรือกำลังสติปัญญาที่ไม่ทัดเทียมผู้ใหญ่ เมื่อผู้เสียหายอาจได้รับหรือไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม ทางภาครัฐอาจทบทวนปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายให้มีลักษณะในเชิงรัฐสวัสดิการ และมีความก้าวหน้าทันสังคมยุคปัจจุบัน โดยอาจพิจารณาแต่งตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาช่วยเหลือผู้เสียหายในกรณีที่ไม่สามารถได้รับการชดเชยเยียวยาจากเด็กเยาวชนหรือครอบครัวตามสมควร ในส่วนของกฎหมายอาจจัดทำประชาพิจารณ์หรือประชามติเพื่อให้สอดคล้องและไม่ขัดต่อกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
เอกสารอ้างอิง
คณิต ณ นคร. (2551). ประมวลกฎหมายอาญา หลักกฎหมายพื้นฐานการเข้าใจ. สำนักพิมพ์วิญญูชน.
ปัฐมวดี ปัทมโรจน์. (2553). ทางเลือกใหม่ของกระบวนการยุติธรรม. http;//www.correct.go.th/journal/j2/new9.html
มณีพรรณ เรวงศ์. (2552). การปรับใช้ทฤษฎีทางสังคมกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์. วารสารบทบัณฑิตย์, 65(3), 23-27.
วัชระ (นามแฝง). (2569). ปัญหาของระบบราชการไทย. http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=1982.0,2555
วิชา มหาคุณ. (2540). ศาลเยาวชนและครอบครัวตามแนวความคิดสากล. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง.
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง. (2551). คู่มือกระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไขในศาลเยาวชนและครอบครัว. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง.
ศูนย์ความรู้การระงับข้อพิพาททางเลือก. (ม.ป.ป.). ความรู้กฎหมายอาญาสำหรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท. สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม.
ศูนย์ความรู้การระงับข้อพิพาททางเลือก. (ม.ป.ป.). ความรู้กฎหมายอาญาสำหรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท. สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม.
สรวิศ ลิมปรังษี. (2549). การไกล่เกลี่ยฟื้นความสัมพันธ์ในคดีอาญาประสบการณ์ของศาลนิวซีแลนด์ (ตอนที่ 5). วารสารศาลยุติธรรมปริทัศน์, 5(1), 52–61.
สหรัฐ กิตติ ศุภการ. (2567). หลักและคำพิพากษาพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 (พิมพ์ครั้งที่ 7). สุนทรี สรรเสริญ.
สุดสงวน สุธีสร. (2569). การไกล่เกลี่ยเพื่อตกลงกันของผู้ต้องโทษกับผู้เสียหายในคดีอาญา. http://www.correct.go.th/journal/j2/new7.html
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
ความคิดเห็นในบทความและงานเขียน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ประพันธ์โดยอิสระ กองบรรณาธิการ วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป หากท่านประสงค์จะนำบทความหรืองานเขียนเล่มนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์ตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์
