6 องค์ความรู้และการสร้างสรรค์การละเล่นเพลงเรือ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน: ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้และศิลปวัฒนธรรมการละเล่นเพลงเรือ ผ่านประสบการณ์กลุ่มผู้สูงอายุชุมชนท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และสร้างสรรค์ผลงานแสดงการละเล่นเพลงเรือ ร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุชุมชนท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการละเล่นพื้นบ้าน ปราชญ์ชุมชน และกลุ่มตัวแทนผู้สูงอายุในชุมชน 2) กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน/ร่วมแสดง (กลุ่มนำร่อง) คือ กลุ่มผู้สูงอายุอาสาสมัครในชุมชนท่าโพธิ์ จำนวน 8 คน ที่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ร่วมสร้างสรรค์การแสดงการละเล่นเพลงเรือในงานวิจัยในครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงประสบการณ์ และแบบประเมินผลงานสร้างสรรค์ผลการวิจัย พบว่าการละเล่นเพลงเรือของชุมชนท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลก มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในอดีตมายาวนาน เนื่องจากการละเล่นเพลงเรือของชุมชนท่าโพธิ์มีเอกลักษณ์ในด้านภาษา การนำสำเนียงและภาษาถิ่นมาใช้ เวลาร้องจึงเกิดความเป็นเอกลักษณ์ประจำชุมชนท่าโพธิ์ แต่ในปัจจุบันการละเล่นเพลงเรือและแข่งขันเรือยาวได้สูญหายจากชุมชนไปตามยุคสมัย เนื่องด้วยปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ และผลงานสร้างสรรค์เพลงเรือที่เกิดจากการระดมความคิดของคนในชุมชน ได้ร่วมสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงาน ซึ่งมีผลการประเมินงานสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับดีเด่น รวมถึงยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้เกิดความรักความสามัคคี และการตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมประจำถิ่นผ่านการใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและสังคมต่อไปได้ และการสร้างสรรค์ผลงานการละเล่นเพลงเรือสามารถดึงผู้คนในชุมชนออกมาร่วมกันทำกิจกรรมในชุมชนและสานปฏิสัมพันธ์กันได้ และเป็นแนวทางให้กลุ่มเยาวชนได้ตระหนักและเล็งเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อทำการอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ฉวีวรรณ สุวรรณาภา, อภิชา สุขจีน, พัฒน์นรี อัฐวงศ์ และวราภรณ์ ดวงแสง. (2564). การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนำไปสู่การยกระดับรายได้สู่เศรษฐกิจชุมชน ในกลุ่มจังหวัดล้านนา. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 8(2), 185-197.
ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
ซาฮีฎีน นิติภาค, กามีลียา หะยีหะซา, ฟีรดาวซ์ มูหะมัด, รอฮานี เต๊ะซา และสุไลมาน สมาแฮ. (2561). การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการละเล่นกรือโต๊ะ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 5(3), 97-106.
บัวผัน สุพรรณยศ. (2562). เพลงพื้นบ้านภาคกลาง. วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ, 26(2), 152-200.
วิชญ์ บุญรอด. (2565). นวัตกรรมเครื่องดนตรีสำหรับผู้สูงอายุประเภทเครื่องดีดและเครื่องตี เพื่อใช้ในกิจกรรมดนตรีผู้สูงอายุ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 19(1), 132-153.
ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์. (2545). “ท่านกำลังทำร้าย (ฆ่า) ลูกศิษย์โดยไม่รู้ตัวหรือไม่,” วารสารมิตรครู, 3(2), 24-25.
สุนันทา เกตุเหล็ก. (2561). การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ไทยเชิงอนุรักษ์: ฉุยฉายธนบุรี. วารสารคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 5(1), 69-77.
อารมณ์ สุวรรณ์ปาล. (2547). “การเล่นกับการสร้างเสริมประสบการณชีวิตเด็กปฐมวัยเด็กปฐมวัย”, ในเอกสารการสอนชุดวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ระดับปฐมวัย หน่วยที่ 8-15.
(พิมพ์ครั้งที่ 8). หน้า 9-12. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
Edward, K. L., and Welch, T. (2011). The extension of Colaizzi’s method of phenomenological enquiry. Contemporary Nurse, 39(2), 163–171.
Thompson G. A. (2018). Long-Term Perspectives of Family Quality of Life Following Music Therapy with Young Children on the Autism Spectrum: A Phenomenological Study. Journal of music therapy, 54(4), 432–459.
Wang, S., and Agius, M. (2018). The use of Music Therapy in the treatment of Mental Illness and
the enhancement of Societal Wellbeing. Psychiatria Danubina, 30(Suppl 7),595–600.
Wesseldijk, L. W., Ullen, F., and Mosing, M. A. (2019). The Effects of Playing Music on Mental
Health Outcomes. Scientific reports, 9(1), 12606.
Wetherick D. (2009). Music in the family: Music Making and Music Therapy with Young Children
and Their Families. The Journal of Family Health Care, 19(2), 56–58.