การพัฒนารูปแบบการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนหลวงสินธุ์ราษฎร์รังสฤษฏ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร

Main Article Content

ดิษฐวัฒน์ ธนกรเต็มมูล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการในการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน 3) ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน การวิจัยนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและความต้องการในการบริหารกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 10 คน และสอบถามความต้องการของผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 271 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สอบถามความต้องการจำเป็นจากครู จำนวน 15 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลดัชนีของความต้องการ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน และประเมินรูปแบบโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ ครู จำนวน 15 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลผลการทดลองใช้รูปแบบ และการประชุมถอดบทเรียน ระยะที่ 4 การศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ประกอบด้วย การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 228 คน โดยครูประจำชั้นและผู้ปกครอง การประเมินตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 142 คน ด้วยแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก จำนวน 3 คน ด้วยแบบประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ การประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบโดยครู จำนวน 15 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการวิจัยพบว่า


  1. ผลการศึกษาสภาพและความต้องการ ได้แก่ 1) สาเหตุที่เป็นปัญหาและอุปสรรค ประกอบด้วย นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ไม่นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจ ทักษะในการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสม และมีกระบวนการดำเนินงานไม่ชัดเจน 2) ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความต้องการอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ครูมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง มีสภาพที่คาดหวัง อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงทุกด้าน

  2. รูปแบบ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) เป้าหมายของรูปแบบ 3) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 4) กระบวนการของรูปแบบ มี 6 องค์ประกอบย่อย 26 ตัวชี้วัด ได้แก่ 4.1) การวางแผน มี 6 ตัวชี้วัด 4.2) การดำเนินการ มี 6 ตัวชี้วัด 4.3) การกำกับดูแล มี 4 ตัวชี้วัด 4.4) การประเมินผล มี 4 ตัวชี้วัด 4.5) การถอดบทเรียน มี 3 ตัวชี้วัด 4.6) การพัฒนาปรับปรุง มี 3 ตัวชี้วัด 5) การนำรูปแบบไปใช้ และ 6) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และรูปแบบได้รับฉันทามติให้มีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

  3. ผลการทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบ ได้แก่ โรงเรียนมีการดำเนินงานที่เป็นระบบส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ จากนั้นปรับปรุงรูปแบบให้มีความสมบูรณ์โดยกำหนดการบูรณาการให้มีรายละเอียดที่ครอบคลุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามรูปแบบ

  4. ผลการศึกษาการใช้รูปแบบ ได้แก่ 1) การสังเกตพฤติกรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม 2) การประเมินตนเองด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อนำผลมาเปรียบเทียบก่อน-หลัง มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.20 และ 4) ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

นพรัตน์ อินทร์พันธ์. (2561). รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนไทยวัฒนาประชารัฐ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.

นริศรา ตาปราบ. (2562). รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนเอกชนจังหวัดชัยภูมิ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

เบญญาภา หลวงราช. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความมีวินัยในตนเองของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สุภาพ เต็มรัตน์. (2562). รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรักความเป็นไทยของนักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ นครศรีธรรมราช ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. นครศรีธรรมราช: โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ นครศรีธรรมราช ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.

อรุณศิริ จันทร์หล่น. (2560). การพัฒนาแนวทางพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

Cranley, M. E. (2003). Tessaan school: The moral life of a Thai primary school. Buffalo, NY: The State University of New York at Buffalo.

Henson, R. K. (2001). Perceived responsibility of prospective teacher for the moral development of their student. Professional Educator, 23 (2), 47-53.

Jewell, P. (2001). Measuring moral development: Feeling, thinking, and doing. Journal of Educational Administration, 45 (4), 52-56.

Tuana, N. (2007). Conceptualization moral literacy. Journal of Educational Administration, 45 (4), 364-378.

Zdenek, B. & Schochor, D. (2007). Developing moral literacy in the classroom. Journal of Educational Administration, 45 (4), 514-532.