การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ทักษะการสร้างแบบจำลองและพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบทักษะการสร้างแบบจำลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 3) เปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตัวอย่างในงานวิจัยนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย จำนวน 79 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม 39 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดทักษะการสร้างแบบจำลอง และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลอง เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการสร้างแบบจำลองของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับดีเยี่ยมและทักษะการสร้างแบบจำลองของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) พฤติกรรมการทำงานของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับดีมาก และค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
เนื้อหาของแต่ละบทความเป็นทัศนะของผู้เขียน ซึ่งที่ปรึกษา บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ และคณะกรรมการบริหารวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
เอกสารอ้างอิง
ดารารัตน์ ชัยพิลา. (2559). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวคิด STEM Education เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 27 (2), 98-109.
นรี ทองจิตร์, เชษฐ์ ศิริสวัสดิ์ และธนาวุฒิ ลาตวงษ์. (2566). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ไฟฟ้า ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารศึกษาศาสตร์ มมร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 11 (2), 42-57.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
ปาริชาติ ปานศรี, นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ และดวงเดือน สุวรรณจินดา. (2565). ผลการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ, 16 (3), 1-14.
พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ภัทราวดี เอี่ยมพงษ์ และทนิตตา ชัยโชติ. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสร้างแบบจำลอง รายวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง แสง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามแนวทางสะเต็มศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 วิทยาลัยนาฏศิลป. วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา, 5 (1), 1-11.
วรรณิภา เวทการ และธิติยา บงกชเพชร. (2566). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เรื่อง สมดุลกล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. Journal of Roi Kaensarn Academi, 8 (1), 150-164.
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2562). รายงานการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา.
อาทิตย์ ฉิมกุล, สกลรัชต์ แก้วดี และนิพาดา เรือนแก้ว ดิษยทัต. (2560). ผลของการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. An Online Journal of Education, 12 (1), 324-342.
Bloom, B. S. (1976). Human characteristics and school learning. New York: McGraw-Hill.
Bybee, R. W. (2013). The case for STEM education: Challenges and opportunities. Arlington County: NSTA Press.
English, L. D. (2016). STEM education K-12: Perspectives on integration. International Journal of STEM Education, 3 (3), 1-8.
Kauffman, D., Papadopoulos, T. & Alvanides, S. (2023). Workplace behavior and its impact on organizational efficiency: Communication, teamwork, and stress management. Journal of Applied Organizational Psychology, 25 (3), 183-191.
Llewellyn, D. (2005). Teaching high school science through inquiry: A case study approach. Thousand Oak, CA: NSTA Press & Corwin Press.
National Research Council. (2012). A framework for K-12 science education: Practices, crosscutting concepts, and core ideas. Washington, DC: The National Academies Press.
National Science Teaching Association. (2020). STEM education and teaching resources. Retrieved 10 May 2023, from https://www.nsta.org/
Slavin, R. E. (2019). Educational psychology: Theory and practice. Essex: Pearson Education.
Vasquez, J. A., Sneider, C. & Comer, M. (2013). STEM lesson essentials, grades 3-8: Integrating Science, Technology, Engineering, and Mathematics. Portsmouth: Heinemann.
Wang, H. H., Moore, T. J., Roehrig, G. H. & Park, M. S. (2011). STEM integration: Teacher perceptions and practice. Journal of Pre-College Engineering Education Research, 1 (2), 1-13.
Wiggins, G. & McTighe, J. (2005). Understanding by design. Virginia: ASCD.