การศึกษารูปแบบการพัฒนากาบชกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดอันดามัน

ผู้แต่ง

  • สาวิตร พงศ์วัชร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
  • ยุทธพงษ์ ต้นประดู่ คณะศิลปกรรมและวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • นพศักดิ์ นาคเสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

คำสำคัญ:

กาบชก, จั่งชุ๋ย, งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์

บทคัดย่อ

          การวิจัยเรื่องการศึกษารูปแบบการพัฒนากาบชกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดอันดามัน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประวัติของต้นชก 2) เพื่อพัฒนากาบชกสู่การประดิษฐ์จั่งซุ๋ย 3) เพื่อพัฒนาจั่งซุ๋ยสู่งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์ ขอบเขตของพื้นที่วิจัยคือ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา การศึกษาข้อมูลการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มย่อยจำนวน 2 ครั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มผู้เพาะปลูกและจำหน่ายผลิตผลจากต้นชก เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการอนุรักษ์จั่งซุ๋ยและการออกแบบเครื่องแต่งกายโดยการใช้กาบชก พร้อมนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการบรรยาย

          ผลการวิจัยพบว่า 1) ต้นชกเป็นพืชประจำท้องถิ่นภาคใต้ ใช้เวลาออกผลประมาณ 15–20 ปี ลักษณะของผลเป็นทลาย ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า นิ้ว ลักษณะของผลคล้ายลูกวงกลม มีสีเขียว ขนาดประมาณ 3-4 เซนติเมตร โดยเมื่อออกผลจะยืนต้นตาย จึงเรียกอีกชื่อว่า ต้นลูกฆ่าแม่ 2) กรรมกรเหมืองแร่ได้สร้างภูมิปัญญาโดยนำกาบชกมาประดิษฐ์จั่งซุ๋ย เนื่องจากมีความทนทานต่อการสวมใส่เพื่อป้องกันฝนขณะทำเหมืองแร่ โดยพบขั้นตอนการประดิษฐ์จั่งซุ๋ยจำนวน 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การนำกาบชกมาดึงก้านที่ติดบริเวณเส้นใย 2) นำกาบชกมาแช่น้ำเกลือเพื่อให้เกิดความเหนียวและนำไปตากแดดให้แห้ง 3) การนำกาบชกมาจัดเรียงเป็นแผ่นเดียวกัน 4) การตัดกาบชกเป็นจั่งซุ๋ยตามรูปแบบ 5) การประดิษฐ์กาบชกเป็นจั่งซุ๋ยผ่านกระบวนการตัดเย็บด้วยวิธีด้นถอยหลัง 6) การนำกระดุมมาเย็บติดกับจั่งซุ๋ย 3) เครื่องแต่งกายที่ประยุกต์จากเส้นใยกาบชกมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างหยาบแต่มีความเหนียว ไม่ทนไฟ วิธีการทอผสมกับเนื้อผ้าปกติต้องใช้การเย็บด้วยเทคนิคเฉพาะ คือ การด้นถอยหลัง ไม่ควรนำเส้นใยกาบชกมาขึ้นรูปเป็นแผ่นมากเกินไป เพราะส่งผลด้านน้ำหนักของเครื่องแต่งกายนักแสดง การนำกาบชกมาประยุกต์สำหรับสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายนักแสดงและสินค้าที่ระลึกสามารถสร้างเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและระดับมหภาคและรักษาองค์ความรู้ด้านการประดิษฐ์จั่งซุ๋ยได้ อีกทั้งเมื่อนำมาประยุกต์สู่งานหัตถศิลป์ต้องให้กลุ่มคนท้องถิ่นเกิดการยอมรับเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและเหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของนักแสดง

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หัวใจแห่งความยั่งยืนของชุมชน GI Market 2016.”หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 29, ฉบับที่ 11251: 9.

เทิดชาย ช่วยบำรุง. “แนวทางการปฏิรูป การท่องเที่ยวไทย.” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. http://www.tatreviewmagazine.com/web/menu-read-web-etatjournal/menu-2014/menu-2014-oct-dec/615-42557-reform.

พรหมภัสสร จรจรัญฐานพงศ์. “พรีเมี่ยม เดสติเนชั่น...Visioning Phuket.” วารสารการท่องเที่ยว ปีที่ 14, ฉบับที่ 167: 54–57.

พรหมภัสสร จรจรัญฐานพงศ์. “มาริไทม์ฮับ...การผลักดันภูเก็ตเป็นพรีเมี่ยมเดสติเนชั่น.” วารสารการท่องเที่ยว ปีที่ 14, ฉบับที่ 167: 54–57.

ยุทธพงษ์ ต้นประดู่. “การพัฒนารูปแบบพัสตราภรณ์ในพิธีวิวาห์บาบ๋าสู่งานสร้างสรรค์คาบาเรต์.” วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฏีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2559.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ. “ลุยแก้ไขศูนย์เหรียญ.” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ปีที่ 52, ฉบับที่ 9913: 14.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2021-12-28

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย | Research Article