การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Main Article Content

สิทธิชัย คำแสง
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์

บทคัดย่อ

         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนคำน้ำจั้นใหญ่ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 14 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผนการเรียนรู้ มีคะแนนความเหมาะสม โดยรวมเท่ากับ 4.32 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 - 1.00 ค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.3 - 0.8 ค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง 0.2 - 0.5 ค่าความเชื่อมั่น 0.87 และแบบวัดความสามารถในการวิเคราะห์ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.6 - 1.0 มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ไม่ใช้พารามิเตอร์
         ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ E1/E2เท่ากับ 84.45/75.71 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
คำแสง ส. ., & ประเสริฐสังข์ ป. . (2026). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 26(1), 125–137. https://doi.org/10.55164/jedutsu.v26i1.277917
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

จตุโชค ขมิ้นทอง, พอเจตน์ ธรรมศิริขวัญ, และทัศนีย์ รอดมั่นคง. (2567). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง แหล่งอารยธรรมในทวีปเอเชีย โดยใช้วิธีทางประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารบริหารการศึกษา มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด, 4(1), 72–82.

เฉลิม นิติเขตต์ปรีชา. (2545). เทคนิควิธีการสอนประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยสาส์น.

โรงเรียนบ้านโนนคำน้ำจั้นใหญ่. (2566). รายงานการประเมินตนเอง ประจำปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโนนคำน้ำจั้นใหญ่. ร้อยเอ็ด: ผู้แต่ง.

วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. (2560). สังคมไทยมีปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์. มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2567, จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_576372

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2566). รายงานประจำปี 2566. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.

สมพงษ์ จิตระดับ. (2565). แยกวิชาประวัติศาสตร์ ให้เด็กรักชาติ ความผิดปกติแฝงประเด็นซ่อนเร้นหรือไม่. ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2567, จาก https://shorturl.asia/vBJVe

สุชาติ วงศ์สุวรรณ. (2553). สพฐ.ปรับโครงสร้างวิชาประวัติศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2567, จาก https://mgronline.com/qol/detail/9520000044745

สุวิทย์ มูลคำ. (2553). 20 วิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และการเรียนรู้โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.

Bloom, B. S. (1956). Taxonomy of educational objectives: Handbook I: Cognitive domain. New York, NY: David McKay.