จริยธรรมในการตีพิมพ์
จริยธรรมในการตีพิมพ์บทความ (Publication Ethics)
วารสารวิชาการบริหารธุรกิจ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่วารสารโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าและการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์และนักศึกษาบัณฑิตศึกษาด้านการบัญชี การตลาดการเงินและการธนาคาร การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ การบริหารการขนส่งและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การโรงแรม และการบริหารจัดการทั่วไป
นอกจากนั้นยังเป็นสื่อกลางในการนำเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในรูปแบบของบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ทั้งนี้วารสารให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในระดับนานาชาติ จึงขอแจ้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักการและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัดตามบทบาทหน้าที่ดังนี้
บทบาทและหน้าที่ของผู้นิพนธ์ (Duties of Authors)
- ผู้นิพนธ์ต้องส่งบทความที่เป็นผลงานใหม่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการอื่น
- ผู้นิพนธ์ต้องไม่คัดลอกผลงานวิชาการ (Plagiarism) ทั้งของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งไม่ละเมิดลิขสิทธ์หรือสิทธิบัตรใด ๆ หากมีการนำผลงานผู้อื่น หรือผลงานตนเองที่เคยตีพิมพ์แล้วมาใช้ในบทความ กระทำได้โดย อยู่ในบางส่วนของคำ หรือประโยค ไม่นำมาทั้งย่อหน้า (เว้นแต่เป็นข้อมูลความจริง คำพูด กฏหมาย นิยาม ทฤษฏี หรือความเห็นที่จำเป็นต้องยกมาทั้งหมด) ซึ่งต้องมีการอ้างอิงปรากฏทั้งในเนื้อหา (in Text Citation) และรายการอ้างอิงท้ายบทความ (References) โดยจัดทำเอกสารอ้างอิงให้ถูกต้องตามรูปแบบที่วารสารกำหนด
- ผู้นิพนธ์ต้องปฏิบัติตามจริยธรรมในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหน่วยงานที่มีผลกระทบต่อการนำเสนอรายละเอียดในบทความ โดยให้ใช้การปกปิดชื่อหรือข้อมูล ระบุเป็น อักษรย่อ A B C ...หรือ ก ข ค แทน และต้องระมัดระวังประเด็นที่ขัดแย้ง หรือลบหลู่ต่อ ระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา หรือ ศิลปะ วัฒนธรรม ของประเทศ โดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ
- ในบทความผู้นิพนธ์ต้องรายงานข้อมูลการวิจัยที่เกิดขึ้นจริง ไม่บิดเบือนข้อมูล เช่น การตกแต่ง บิดเบือน หรือเลือกแสดงข้อมูลเฉพาะที่สอดคล้องกับผลวิจัยตนเอง
- ชื่อผู้นิพนธ์ทุกคนที่ปรากฏในบทความต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทางปัญญาในงานวิจัย งานวิชาการหรือ บทความนั้นๆจริง
- ผู้เขียนต้องเปิดเผยแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำผลงานวิชาการหรือผลงานวิจัยครั้งนี้
- จัดทำรูปแบบบทความตามคำแนะนำในการเตรียมบทความของวารสาร
- ผู้เขียนต้องแก้ไขความถูกต้องของบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) และกองบรรณาธิการ อย่างไรก็ดีหากผู้เขียนไม่ยอมรับ หรือไม่สามารถแก้ไขตามคำแนะนำได้ ผู้เขียนสามารถแสดงเหตุผลทางวิชาการประกอบในประเด็นดังกล่าว
- ระหว่างกระบวนการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสาร ผู้นิพนธ์ต้องไม่เผยแพร่ผลงาน หรือส่งตีพิมพ์กับแหล่งอื่น หากผู้นิพนธ์ประสงค์จะเผยแพร่ หรือตีพิมพ์กับแหล่งอื่น ต้องติดต่อวารสารก่อนเพื่อยุติกระบวนการพิจารณา
- งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในมนุษย์ หรือสัตว์ทดลอง (ถ้าเกี่ยวข้อง) ควรมีหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และต้องมีรายละเอียดข้อมูลการรับรอง ตรงกันกับบทความ
บทบาทและหน้าที่ของบรรณาธิการ (Duties of Editor)
- บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาบทความทุกเรื่องที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์กับวารสาร โดยพิจารณา ความสอดคล้องกับเป้าหมายและขอบเขตของวารสาร ความถูกต้องทันสมัย คุณภาพของบทความ และความเป็นนิพนธ์ต้นฉบับที่ไม่คัดลอกผลงาน หรือตีพิมพ์ที่อื่นมาแล้ว
- บรรณาธิการเป็นผู้ประเมินเบื้องต้น และตัดสินใจคัดเลือกบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตีพิมพ์ และคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญสอดคล้องกับบทความนั้น ๆ จำนวนอย่างน้อย 3 ท่านเป็นผู้ประเมินบทความ (double-blind peer review) ทั้งนี้แต่ละบทความต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่มีสังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง ในระดับมหาวิทยาลัย หรือ กอง และผู้ประเมินต้องมีสังกัดที่แตกต่างกัน
- บรรณาธิการต้องใช้เหตุผลทางวิชาการในพิจารณาคัดเลือกบทความเพื่อมาตีพิมพ์ทุกครั้ง โดยปราศจากอคติที่มีต่อบทความและผู้นิพนธ์ ในด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ การเมือง และสังกัดของผู้นิพนธ์
- คัดเลือกบทความที่จะตีพิมพ์ตามคุณภาพ ไม่รับตีพิมพ์บทความวิจัยเพียงเพื่อผลประโยชน์ของผู้นิพนธ์หรือวารสาร โดยไม่พิจารณาผลการประเมินคุณภาพของบทความจากผู้ประเมิน
- บรรณาธิการต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้เขียนและผู้ประเมินบทความให้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง บรรณาธิการต้องรักษาข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความเป็นความลับ ไม่เปิดเผยแก่บุคคลอื่นๆในทุกกรณี
- มีการตรวจสอบการพิมพ์ซ้ำซ้อน (Duplication) และการลอกเลียนผลงานวิชาการ (Plagiarism) บรรณาธิการต้องตรวจสอบการคัดลอกผลงานผู้อื่นในบทความอย่างเคร่งครัดโดยใช้โปรแกรมที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ หากพบการคัดลอกผลงาน บรรณาธิการจะต้องระงับการประเมินและติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันทีเพื่อขอคำชี้แจง
- หากมีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ค่าดำเนินการจัดการต้นฉบับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดจากผู้นิพนธ์ จะต้องมีการประกาศเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และอัตราจัดเก็บที่ชัดเจนให้ผู้สนใจส่งบทความตีพิมพ์และสาธารณชนทั่วไปรับทราบ
- บรรณาธิการต้องระมัดระวังต่อผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) กับผู้เขียน ผู้ประเมินบทความ หรือทีมผู้บริหาร กรณีพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเกี่ยวข้องใด ๆ จะต้องมอบหมายให้บรรณาธิการท่านอื่นรับผิดชอบบทความดังกล่าวแทนตนเอง
บทบาทและหน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Duties of Reviewers)
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของบทความที่พิจารณาแก่บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งในช่วงระยะเวลาของการประเมินคุณภาพผลงานวิชาการ หรือบทความได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการ
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องประเมินบทความโดยคำนึงถึงคุณภาพของบทความเป็นหลัก พิจารณาภายใต้เหตุผลทางวิชาการ โดยปราศจากอคติและความคิดเห็นส่วนตัว และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ ทั้งนี้ การพิจารณาต้องใช้เหตุผลเชิงวิชาการ ปราศจากอคติ และสามารถเสนอแนะแนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยที่มีนัยสำคัญต่อบทความที่ประเมิน แต่ผู้นิพนธ์ไม่ได้อ้างถึง
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องตระหนักว่าตนเองมีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับบทความที่ประเมินอย่างแท้จริง ไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลมารองรับในการให้ข้อเสนอแนะหรือตัดสินบทความ
- หากผู้ทรงคุณวุฒิบทความ พบว่า บทความที่ประเมินมีส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีความเหมือนหรือความซ้ำซ้อนกับผลงานชิ้นอื่น หรือคัดลอกผลงานอื่น ผู้ทรงคุณวุฒิต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบทันที พร้อมแสดงหลักฐานประกอบที่ชัดเจน
- หากมีข้อสงสัยว่างานวิจัยเป็นเรื่องไม่จริง หลอกลวง (Fraud) ผู้ทรงคุณวุฒิต้องแจ้งให้กับบรรณาธิการทราบทันที พร้อมแสดงหลักฐานประกอบที่ชัดเจน
- หากมีข้อสงสัยว่าข้อเขียนในบทความมีประเด็นที่ขัดแย้ง ลบหลู่ต่อ ระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา หรือ ศิลปะ วัฒนธรรม ของประเทศ อย่างมีอคติ และไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ ผู้ทรงคุณวุฒิต้องแจ้งให้กับบรรณาธิการทราบทันที พร้อมแสดงหลักฐานประกอบที่ชัดเจน
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องพึงชี้ให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อน รวมทั้งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อการปรับปรุงแก้ไขบทความนั้น
- ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่แสวงหาประโยชน์จากผลงานทางวิชาการที่ตนเองได้ทำการประเมิน ไม่นำเนื้อหาบทความที่ไม่ได้เผยแพร่ไปใช้ในการวิจัยของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียน
- หากพบว่าตนเองอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ เช่น เป็นผู้ร่วมโครงการ หรือรู้จักผู้เขียนเป็นการส่วนตัว หรือ เหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างอิสระได้ ผู้ทรงคุณวุฒิต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบและปฏิเสธการประเมินบทความนั้น
- ผู้ประเมินบทความต้องรักษาระยะเวลาประเมินบทความตามกรอบเวลาที่ตกลงไว้กับวารสาร เพื่อให้กระบวนการพิจารณาตีพิมพ์เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด