ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาธุรกิจ SME ในยุคดิจิทัลของจังหวัดจันทบุรีที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ: คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีความจำเป็นในการทำความเข้าใจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกระดับอย่างลุ่มลึก เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรด้านการสื่อสารที่ตอบโจทย์การพัฒนาธุรกิจท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรีในยุคดิจิทัล วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาธุรกิจ SME ในยุคดิจิทัลของจังหวัดจันทบุรีที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษา ระเบียบวิธีวิจัย: ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลที่สืบค้นได้จากเอกสาร รวมถึงใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งสิ้น จำนวน 70 คน 4 กลุ่ม คือ ภาครัฐ 15 คน ภาคเอกชน 25 คน ภาคการศึกษา 15 คน และภาคการทำงาน 15 คน ผลการวิจัย: พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการบัณฑิตที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านการสื่อสารดิจิทัล เช่น การตลาด ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้เข้ากันกับบริบทท้องถิ่น เพื่อยกระดับธุรกิจ SME ของจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืน โดยผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านความรู้ อาทิ การรู้เท่าทันสื่อ ความเข้าใจผู้บริโภค กฎหมาย จริยธรรมวิชาชีพ 2) ด้านทักษะ อาทิ การสร้างสรรค์เนื้อหา การใช้ข้อมูล การออกแบบกลยุทธ์ และ 3) ด้านคุณลักษณะ อาทิ ความรับผิดชอบ การปรับตัว การทำงานเป็นทีม ดังนั้น หลักสูตรจึงควรวางแนวทางการเรียนรู้ให้เน้นการบูรณาการ การวิเคราะห์ข้อมูล การปฏิบัติจริง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการปลูกฝังจริยธรรม เพื่อสร้างนักนิเทศศาสตร์ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจท้องถิ่น สรุป: การพัฒนาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษา ควรบูรณาการทักษะการสื่อสารดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้แนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ และมาตรฐาน AUN-QA เพื่อผลิตมหาบัณฑิตที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้จริง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
** ข้อความ ข้อคิดเห็น หรือข้อค้นพบ ในวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสารเป็นของผู้เขียน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความและงานวิจัยนั้น ๆ โดยมิใช่ความรับผิดชอบของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี **
เอกสารอ้างอิง
ASEAN University Network. (2020). The Guide to AUN-QA Assessment at Programme Level. ASEAN University Network.
Dhirapongse, S., Suwannasri, N, Khumyoo, T., Rodpuang, J, and Nuchanart, N. (2021). Expectations and Needs of Stakeholders towards Master of Education in Early Childhood and Primary Education Management. Journal of Early Childhood Education Management, 3(2), 1-10. so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/254814/171435
Ruangying, J., and Chavisschindha, T. (2022). A Development of a Regulatory Framework for Monitoring External Quality Assurance of Cross-Border Higher Education Institutions in Thailand. Hatyai Academic Journal, 20(2), 443-465. so01.tci- thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/242911/171960
Thepsaeng, S., Naruekhoskittikirati, K., and Thepsaeng, U. (2023). Outcome-Based Education (OBE):
Important Key in Student-Centered Learning Management. Journal of Interdisciplinary Research and Educational Innovation, 2(1), 39-52.
so08.tcithaijo.org/index.php/JIREI/article/view/1928/1488
Woraphan, P., and Srikolchan, A. (2024). Instructional Guidelines for the Operation of AUN-QA Criteria Development of Bachelor of Education Program in Social Studies. Journal of Education Rajabhat Maha Sarakham University, 21(1), 169-182. so06.tci- thaijo.org/index.php/edu-rmu/article/view/270470/182522
Yanawongsa, T., Intasingh, S., Nguenyuang, S., and Intanet, N. (2021). Outcome-Based Curriculum:
New approach for Higher Education Curriculum. Humanities and Social Sciences Journal of Pibulsongkram Rajabhat University, 15(2), 279-291.so01.tcithaijo.org/index.php/GraduatePSRU/article/view/242250