ปัจจัยพหุระดับที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25

Main Article Content

เอกชัย อุทรักษ์
ถนอมวรรณ ประเสริฐเจริญสุข

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา  1) ระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน  2) ระดับปัจจัยของโรงเรียนและห้องเรียนที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครู 3) ผลของปัจจัยระดับโรงเรียนและห้องเรียนที่มีต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 กลุ่มตัวอย่างระดับโรงเรียน (Macro Level)  คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 68 คน และกลุ่มตัวอย่างระดับห้องเรียน (Micro Level)  คือ ครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสอน จำนวน 445 คน รวมทั้งสิ้น 513 คน โดยที่  Hair, et al (2010) ระบุว่า ควรกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 20:1 กล่าวคือ จำนวนตัวกลุ่มอย่างควรมีประมาณ 20 คน ต่อตัวแปรที่สังเกตได้ 1 ตัวแปร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 2 ฉบับ สำหรับระดับโรงเรียน 1 ฉบับและระดับห้องเรียน 1 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าสถิติเชิงบรรยาย และวิธีวิเคราะห์โมเดลเชิงเส้นตรงระดับลดหลั่นเพื่อหาค่าสถิติเชิงอ้างอิง ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window ผลการวิจัยพบว่า  1) ประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านความพึงพอใจในการทำงานของครูและด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ในระดับน้อย  2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูระดับโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการและด้านวัฒนธรรมโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านบรรยากาศโรงเรียน อยู่ในระดับมาก และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูระดับห้องเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบรรยากาศการเรียนการสอน ด้านพฤติกรรมการสอนของครู และด้านการได้รับการสนับสนุนของครูทางสังคม  3) ไม่มีปัจจัยระดับโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ปัจจัยระดับโรงเรียนสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูได้ร้อยละ 37.50  ส่วนปัจจัยระดับห้องเรียน ที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ การได้รับการสนับสนุนของครู  ทางสังคม (β = 0.333, t = 11.770, Sig.< 0.001) พฤติกรรมการสอนของครู (β = 0.113, t = 3.234, Sig.= 0.001) และบรรยากาศการเรียนการสอน (β = 0.171, t = 5.064, Sig.< 0.001)    ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนได้ร้อยละ 52.62

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
[1]
อุทรักษ์ เ. และ ประเสริฐเจริญสุข ถ., “ปัจจัยพหุระดับที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25”, JILS, ปี 12, ฉบับที่ 3, น. 11–23, ก.ย. 2018.
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research article)

เอกสารอ้างอิง

บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. (2547). ระเบียบวิธีการวิจัยทางการพยาบาลศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ยูแอน์ไอ พริ้นติ้งมีเดีย.

Driver, R., Newton, P., & Osborne, J. (2000). Establishing the norms of scientific argumentation in classrooms. Science Education, 84(3), 287-313.

Erduran, S., Ardac, D., & Yakmaci-Guzel, B. (2006). Learning to teach argumentation: case studies of pre-service secondary science teachers. Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 2(2), 1-14.

Kemmis, S., & McTaggart, R. (1990). The action research planner. 3rd ed. Melbourne: Deakin University

Press.

Kuhn, L., Reiser, B. J. (2006). Structuring activities to foster argumentative discourse. Paper presented at the American Educational Research Association, San Francisco, CA.

Kuhn, D. (2010). Teaching and Learning Science as Argument. Science Education, 94(2), 810-824.

National Research Council. (2013). A framework for K-12 science education: Practices, crosscutting concepts, and core ideas. Washington, DC: National Academies Press.

Osborne, J., & Patterson, A. (2012). Scientific argument and explanation: A Necessary distinction? Science Education, 95(4), 627-638.

Osborne, J., & Chin, C. (2010). Students’ Questions and Discursive Interaction: Their Impact on Argumentation During Collaborative Group Discussions in Science. Journal of Research in Science Teaching, 47(7), 883-908.

Richey, R. C., & Klein, J. D. (2007). Design and Development research. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.

Sadler, T. (2006). Promoting discourse and argumentation in science teacher education. Journal of Science Teacher Education, 17(3), 323-346.

Sampson, V., and Blanchard, M. (2012). Science Teachers and scientific argumentation: Trends in practice and views. Journal of Research in Science Teaching. 49(9), 1122-1148.

Sampson, V. (2009). Science teachers and scientific argumentation: Trends in practice and beliefs. Paper resented at the Annual Conference of the National Association of Research in Science Teaching (NARST). Retrieved. Simon, S. (2011). Argument. In How Science Works: Exploring Effective Pedagogy and Practice. Edited by Toplis, Rob. New York, USA: Routledge.

Simon, S., Erduran, S., & Osborne, J. (2006). Learning to teach argumentation: Research and development n the science classroom. International Journal of Science Education, 28(2/3), 235-260.

Wellington, J. & Ireson, G. (2012). Science Learning, Science Teaching. 3rd ed. New York, USA: Routledge.

Zeidler, D. L. et al. (2003). The Role of Argument During Discourse About Socioscientific Issues. Edited by Zeidler, Dana L. V. 19. pp. 97-116. Springer Netherlands.