การศึกษาการคิดเชิงพีชคณิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในการแก้ปัญหา เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมาศึกษาหาคำตอบของงานวิจัย เกี่ยวกับปรากฏการณ์หรือตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการคิดเชิงพีชคณิต เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดการคิดเชิงพีชคณิต เรื่องการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้ 1) การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว ax² + bx + c เมื่อ a, b เป็นจำนวนเต็ม และ c = 0 2) การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว ax² + bx + c เมื่อ a = 1 b และ c เป็นจำนวนเต็ม และb ≠ 0, c ≠ 0 และ 3) การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว ax² + bx + c เมื่อ a, b และ c เป็นจำนวนเต็ม และ a, b ≠ 0 และ c ≠ 0 จำนวน 7 ข้อ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดของPierce and Stacey (2007)
ผลการวิจัย พบว่าการคิดเชิงพีชคณิตของนักเรียนมีลักษณะ ดังนี้ 1) การตระหนักรู้องค์ประกอบและสมบัติพื้นฐาน : นักเรียนทราบถึงค่าแต่ละพจน์มีสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็ม 2) การกำหนดเอกลักษณ์ของโครงสร้าง : นักเรียนสามารถมองเห็นโครงสร้างย่อย ที่มีตัวประกอบร่วมกัน และ 3) การหาเอกลักษณ์ของคุณสมบัติที่สำคัญ : นักเรียนสามารถดึงตัวประกอบร่วมโดยใช้สมบัติการแจกแจง และส่วนใหญ่พบว่า นักเรียนที่เกิดความผิดพลาดในการแยกตัวประกอบของพหุนาม เนื่องจากนักเรียนขาดลักษณะการคิดเชิงพีชคณิต
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ณัชชา กมล. (2554). การพัฒนาการคิดเชิงพีชคณิตของนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.).
อัมพร ม้าคะนอง. (2547). การพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์. ใน พร้อมพรรณ อุดมสิน, และอัมพร ม้าคะนอง (บรรณาธิการ). ประมวลบทความหลักการและแนวการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์. (หน้า 94-109). กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์.
Pierce, R., & Stacey, K. (2007). Developing Algebraic Insight.Mathematics Teaching Incorposating Micromath, (203), 12-16.
Yackel, E. (1997). Afoundation for algebraic reasoning in the early grades. Teaching Children Mathematics, 3(6), 276-280.