กำเนิดของสวนทิวทัศน์แห้งและความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม

ผู้แต่ง

  • ชัยยศ อิษฎ์วรพันธุ์ ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

DOI:

https://doi.org/10.69598/sbjfa246763

คำสำคัญ:

สวนทิวทัศน์แห้ง, สวนธรรมชาติ, จิตรกรรมหมึกดำ, อาคารเจ้าอาวาส (โฮโจ), เซน

บทคัดย่อ

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายจะศึกษาที่มาของการถือกำเนิดของสวนแบบธรรมชาติและสวนทิวทัศน์แห้งในวัดศาสนาพุทธ นิกายเซนประเทศญี่ปุ่น โดยใช้วิธีการศึกษาปรัชญาและวิถีปฏิบัติแบบเซน การทำความเข้าใจอุดมคติของธรรมชาติและการจำลองธรรมชาติให้กลายมาเป็นศิลปะที่แสดงออกซึ่งอุดมคติดังกล่าวได้ จากนั้นทำการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลปะของสวน จิตรกรรมและสถาปัตยกรรม ผลการศึกษาพบว่าจิตรกรรมทำหน้าที่สัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมในฐานะการสร้างโลกธรรมชาติในอุดมคติจำลองขึ้น สวนแบบธรรมชาติและสวนทิวทัศน์แห้งที่เกิดขึ้นตามปรัชญาเซนและมีพัฒนาการร่วมกันกับศิลปะทั้งสองประเภทนั้นมีความหมายของการสร้างพื้นที่เชิงอุดมคติ เนื่องจากดั้งเดิมวัดเซนมักหลักหนีความวุ่นวายในเมืองไปอาศัยสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของป่าเขา โดยสวนในยุคแรกเป็นการจำลองอุดมคติโดยใช้องค์ประกอบของน้ำตก สระน้ำ ต้นไม้และหิน วัดที่มีสวนแบบนี้มักตั้งอยู่ในหรือใกล้ธรรมชาติ เช่น เชิงเขาหรือในป่า ในอีกด้านหนึ่ง วัดในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดก่อให้เกิดแนวทางการออกแบบใหม่ ประกอบกับการเห็นความหมายของการสร้างความสะอาดในพิธีรับเจ้าอาวาสใหม่ทำให้มีการโรยกรวดขาวบนพื้นที่ทิศใต้ของอาคารเจ้าอาวาส สื่อความหมายถึงความสะอาดของพื้นที่และจิตใจของผู้เข้าร่วมพิธี ความงามที่เกิดขึ้นค่อยพัฒนากลายเป็นสวนทิวทัศน์แห้ง  สวนนี้ยังนำเสนอความงามตามแบบประเพณีญี่ปุ่นคือ โยะฮะคุหรือความงามที่เกิดจากการสร้างพื้นที่ว่าง สวนทิวทัศน์แห้งยังเป็นสถานที่ช่วยในการปฏิบัติสมาธิด้วยมีลักษณะที่เป็นนามธรรมมากพอที่เอื้อต่อการทำจิตให้สงบ พระเซนนั่งปฏิบัติจิตที่ระเบียงติดสวนจึงทำให้สวนมีความหมายเป็นโคอันหรือคำถามสำหรับการฝึกตนแบบเซนอีกด้วย และเมื่อเปรียบเทียบอุดมคติและองค์ประกอบของสวนกับจิตรกรรมทิวทัศน์หมึกดำพบว่าศิลปะทั้งสองแขนงมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเพื่อนำเสนอแนวความคิดเรื่อง “ภูเขาลึกหุบเขาซ้อน”

Downloads

เผยแพร่แล้ว

30-06-2021

How to Cite

อิษฎ์วรพันธุ์ ช. . (2021). กำเนิดของสวนทิวทัศน์แห้งและความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม. วารสารศิลป์ พีระศรี, 9(1). https://doi.org/10.69598/sbjfa246763