การรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงาน ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เปรียบเทียบการรับรู้นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา ตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ โดยมีรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 399 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยแยกตามสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างในอำเภอพระนครศรีอยุธยา แต่ละตำบลทั้ง 21 ตำบล สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.96 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบความแตกต่างด้วย t-test และ ANOVA
ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านยุทธศาสตร์ที่ 2 (พัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพไร้รอยต่อ) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย =3.63) รองลงมา คือ ด้านการนำไปปฏิบัติ (ค่าเฉลี่ย =3.58) ด้านคุณลักษณะ (ค่าเฉลี่ย = 3.49) ด้านทักษะ (ค่าเฉลี่ย = 3.45) และด้านความรู้ (ค่าเฉลี่ย = 3.44) ตามลำดับ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบการรับรู้นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ และสถานภาพ ที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ที่ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย คือ ควรมีวิธีการส่งต่อข้อมูลตามนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพกับผู้คนในพื้นที่ของอำเภอพระนครศรีอยุธยาที่มีประสิทธิภาพโดยบุคลากรของสาธารณสุขต้องลงพื้นที่ให้ความรู้และคำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อความและบทความในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ เป็นแนวคิดของผู้เขียน ไม่ใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของคณะผู้จัดทำ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
ข้อความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการีพิมพ์ในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ หากบุคคลใดหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2559). รายงานสถานการณ์สุขภาพในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข
ก้องภพ นิยมชาติ. (2566). ความแตกต่างในการรับรู้นโยบายสาธารณสุขระหว่างกลุ่มวัย: มิติเศรษฐกิจและความสะดวก. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม.
กุลธิดา แสงเดือน. (2565). การประเมินประสิทธิผลเชิงประสบการณ์: การรับรู้นโยบายสุขภาพผ่านประสบการณ์ตรงของประชาชน. วารสารการประเมินผลและนโยบายสาธารณสุข, 15(3), 78–95.
กุลนันท์ เสนคำ. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้แผนปฏิบัติการด้านโภชนาการแห่งชาติกับการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 34(4), 506–525.
เฉลิมพล สุวรรณโชติ. (2566). เครือข่ายสังคมแบบปฐมภูมิกับการรับรู้นโยบายสาธารณสุขในชุมชนชนบท. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
นรินทร ระวังภัย. (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. วารสารระบบสุขภาพ, 7(1), 50-65.
รัตนา วงศ์สวัสดิ์. (2563). ปัจจัยด้านเพศกับการรับรู้นโยบายสุขภาพถ้วนหน้า: การศึกษาเปรียบเทียบ. วารสารสตรีและสุขภาพ, 12(2), 54–68.
เบญจวรรณ ช่วยเต็ม. (2566). ความสัมพันธ์ของลักษณะส่วนบุคคลและสุขภาพผู้สูงอายุ. วารสารวิจัยสาธารณสุข, 11(2), 100-115.
ปกครองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. (2568). รายงานข้อมูลจำนวนประชากรและทะเบียนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปี 2568. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย.
ปานทิพย์ เกื้อกูล. (2566). บทบาทของเครือข่ายความไว้วางใจในการสื่อสารนโยบายสุขภาพระดับชุมชน. ในการประชุมวิชาการสาธารณสุขแห่งชาติ ครั้งที่ 32 (หน้า 95–97). นนทบุรี: กรมอนามัย.
วิไลพร ศรีสวัสดิ์. (2564). จากข่าวสารสู่การมีส่วนร่วม: การวิเคราะห์ช่องว่างการสื่อสารนโยบายสาธารณสุขในระดับชุมชน. วารสารการสื่อสารเพื่อสุขภาพ, 8(1), 45–62.
วิทยา เมืองกลาง. (2566). การสื่อสารนโยบายสาธารณสุขแบบผสมผสานในระดับอำเภอและตำบล: การศึกษาเชิงปฏิบัติการ. วารสารการสื่อสารสาธารณสุข, 19(2), 33–45.
วาธิณี วงศาโรจน์. (2565). ยุทธศาสตร์ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง. วารสารนโยบายสาธารณะ, 8(1), 15-30.
สิริกร พลเยี่ยม. (2565). ความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแปลนโยบายสาธารณสุขสู่การปฏิบัติ: การศึกษาเชิงคุณภาพ. วารสารบริหารสาธารณสุข, 28(3), 62–75.
สุธีรา เกษมสันต์. (2564). การรับรู้และความคาดหวังนโยบายสุขภาพผู้สูงอายุผ่านเครือข่ายปฐมภูมิ. วารสารผู้สูงอายุศึกษา, 7(4), 67–85.
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม. (2563). รายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ปี 2563. กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
อรุณี วัฒนสุข. (2565). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินผลนโยบายสุขภาพ. วารสารวิจัยและประเมินผลสาธารณสุข, 11(2), 89–102.
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334.
Devine, D., Gaskell, J., Jennings, W., & Stoker, G. (2020). Trust and the coronavirus pandemic: What are the consequences of and for trust? An early review of the literature. Political Studies Review, 19(2), 274–285. https://doi.org/10.1177/1478929920948684
Vonneilich, N. (2022). Social Relations, Social Capital, and Social Networks: A Conceptual Classification. In: Klärner, A., Gamper, M., Keim-Klärner, S., Moor, I., von der Lippe, H., Vonneilich, N. (eds) Social Networks and Health Inequalities. Springer, Cham. https://doi.org/10.1007/978-3-030-97722-1_2
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper & Row.
Majid, U., Wasim, A., Truong, J., & Bakshi, S. (2021). Public trust in governments, health care providers, and the media during pandemics: A systematic review. Journal of Trust Research, 11(2), 119–141. https://doi.org/10.1080/21515581.2022.2029742