กระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในจังหวัดจันทบุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนากระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักเรียนในจังหวัดจันทบุรีโดยมีวัตถุประสงค์ย่อยเพื่อ 1) ศึกษาบริบทพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หน่วยงานต้นสังกัด และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ในการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู ในด้านความรู้ เจตคติ และทักษะในการจัดการเรียนรู้ของครู จากการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง และ 3) เพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในจังหวัดจันทบุรี โดยกระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง หน่วยงานที่เข้าร่วมการวิจัย คือ สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเขต 17 และสถานศึกษาประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 11 แห่ง และสถานศึกษามัธยมศึกษาจำนวน 4 แห่ง การดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบมีการดำเนินงาน ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน (ในวงรอบที่ 1) และปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน (ในวงรอบที่ 2) 2) ดำเนินงานพัฒนาครู 3) ติดตามและประเมินผล และ 4) การสะท้อนผลการเรียนรู้
ผลการวิจัย มีดังนี้
ตอนที่ 1 กระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่องของจังหวัดจันทบุรี ที่พัฒนาขึ้น เป็นกระบวนการที่ตั้งอยู่บนความเชื่อพื้นฐาน หลักการและวิธีการของการหนุนนำต่อเนื่อง นำไปสู่การออกแบบกระบวนการดำเนินงานหนุนนำต่อเนื่อง และมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ บุคลากรจากหน่วยงานหลัก 2 หน่วยงาน คือ 1) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และ 2) บุคลากรจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 มีการดำเนินงานโดยการแบ่งกลุ่มการโค้ชเป็น 6 กลุ่ม คือ 1) ระดับประถมศึกษา จำนวน 4 กลุ่ม และ 2) ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีขั้นตอนการทำงานหลัก คือ 1) การวางแผนและการเตรียมการก่อนการหนุนนำต่อเนื่อง 2) การดำเนินการหนุนนำต่อเนื่อง และ 3) การดำเนินการหลังการหนุนนำต่อเนื่อง
ตอนที่ 2 ประกอบด้วย 1) ผลการศึกษาบริบทพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หน่วยงานต้นสังกัด และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น นำเสนอในประเด็นความร่วมมือ และความสัมพันธ์ ใน 3 ระยะการทำงาน คือ ก่อนดำเนินการวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถานศึกษาและเขตพื้นที่ในลักษณะของการจัดการศึกษา การประชุม การอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพครู ระหว่างการดำเนินการวิจัย หน่วยงานมีความสัมพันธ์และความร่วมมือสูงขึ้น บุคลากรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการลงนามความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพครูร่วมกัน และหลังการดำเนินการวิจัย มีความสัมพันธ์และความร่วมมือต่อกัน มีความเป็นกัลยาณมิตรเพิ่มมากขึ้น 2) ผลการวิเคราะห์ความรู้ เจตคติ และทักษะในการจัดการเรียนรู้ของครู พบว่าครูได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองใน 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการโค้ช และด้านทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง และ 3) ผลการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน พบว่านักเรียนเกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ใน 3 ทักษะ คือ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและอาชีพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจความถูกต้องทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ทรรศนะและข้อคิดเห็นในบทความ Journal of Global of Perspectives in Humanities and Social Sciences (J-GPHSS) มิใช่เป็นทรรศนะและความคิดของผู้จัดทำจึงมิใช่ความรับผิดชอบของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มา
เอกสารอ้างอิง
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์.
Blanchard, P. N. and Thacker, J. W. (2004). Effective training: System, strategies and practices. Upper Saddle River: Pearson Prentice Hall.
Mink, O. G., Owen, K. Q. and Mink, B. P. (1993). Developing high-performance people: The art of coaching. Reading, Massachusetts: Addison – Wesley.