การรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

Main Article Content

สำเริง ราชฉวาง

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และ 3. ศึกษาการรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้โดยการประยุกต์หลักสุจริตธธรรม ใช้ระเบียบวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 399 คน จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทมหานคร จำนวน 180,507 คน และเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า


1. การรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง


2. ผลการวิเคราะห์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านหลักสุจริตธรรมกับ ปัจจัยด้านการรับรู้ทางการเมืองของประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก


3. การประยุกต์หลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับข่าวสารการเลือกตั้ง ข่าวสารการเลือกตั้งขาดการประชาสัมพันธ์ในกิจจกรรมของการเลือกตั้ง การติดตามข่าวสารการเลือกตั้งยังอยู่ในกรอบที่จำกัด คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐานเท่ากับ 0.67

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ราชฉวาง ส. (2024). การรับรู้ทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร. วารสาร มจร พุทธโสธรปริทรรศน์, 4(1), 1–15. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JMBR_sothorn/article/view/268928
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กมล สมวิเชียร. (2557). ประชาธิปไตยกับสังคมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

กฤตยชญ์ สมมุ่ง. (2563). พฤติกรรมการเลือกตั้ง กรณีศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตที่ 2 และเขตที่ 5 (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์). บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย รังสิต.

จันทรา สุทธจารี. (2548). การเมืองการปกครองไทยตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: เครือข่ายกฎหมาย.

ชาติชาย ณ เชียงใหม่. (2545). การมีส่วนร่วมกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่สุด. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะ. (2548). ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ: สิ่งพิมพ์สถาบันพระปกเกล้า.

ปราณี สุรสิทธิ์ (2564). การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แสงดาวจำกัด.

ปิยกานดา บุญนิธิ. (2552). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาชมรมผู้สูงอายุจังหวัดปราจีนบุรี. บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระนครศรีอยุธยา: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

สมศักดิ์ คงเที่ยง. (2543). หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (2545). 1 ทศวรรษแห่งประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: มิติใหม่.

Fonaroff, A. (1980). Community involvement in health systems for primary health care. Unpublished WHO document. SHS/8J.6.

Heusen and N.T. Postlethwaite. (1975). The international encyclopedia of education. New York: Simonians Schuster, Inc.

Victoria Neufeld. (1988). Webster’s New World Dictionary. Edition. New York: Simon and Schuster, Inc.